จากคลื่นความถี่สู่แพลตฟอร์ม โจทย์ใหญ่ของทีวีไทย : อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ

Last updated: 2 Nov 2026  |  144 Views  | 

จากคลื่นความถี่สู่แพลตฟอร์ม โจทย์ใหญ่ของทีวีไทย : อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ

“จากคลื่นความถี่สู่แพลตฟอร์ม”
โจทย์ใหญ่ของทีวีไทย


มุมมองจาก อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ

รองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส)

 

ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของอุตสาหกรรมสื่อไทย คำถามสำคัญไม่ได้อยู่เพียงว่า “ทีวีจะอยู่หรือไม่” แต่คือ “จะอยู่ในรูปแบบใด” และ “ใครจะเป็นผู้กำหนดทิศทางของระบบสื่อในอนาคต”

สำหรับ อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ รองผู้อำนวยการไทยพีบีเอส และที่ปรึกษาสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล ประเทศไทย กล่าวว่า หากย้อนกลับไปตั้งแต่จุดเริ่มต้นของทีวีดิจิทัลในประเทศไทยเมื่อปี 2557 อุตสาหกรรมนี้ได้เข้าสู่การเปลี่ยนผ่านในจังหวะที่ “ช้ากว่าโลก” ขณะที่โครงข่ายของทีวีดิจิทัลยังไม่มีความพร้อม แต่กลับต้องเผชิญการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของแพลตฟอร์ม OTT

ในช่วง 2–3 ปีแรกของการเริ่มต้นทีวีดิจิทัล แพลตฟอร์ม OTT เติบโตอย่างก้าวกระโดด ขณะที่โครงข่ายภาคพื้นดินของไทยยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ ส่งผลให้ต้องพึ่งพาระบบดาวเทียมและเคเบิลผ่านกลไก Must Carry เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้

ผลลัพธ์ของความไม่สมดุลนี้ ทำให้พฤติกรรมผู้ชมเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่มีผู้รับชมผ่านภาคพื้นดินประมาณ 30% ในช่วงเริ่มต้น ปัจจุบันลดลงเหลือเพียงราว 15% และมีแนวโน้มจะลดลงต่อเนื่อง

“ถ้ามองไปข้างหน้า อีก 3 ปี เมื่อสิ้นสุดใบอนุญาต ผู้ชมภาคพื้นดินอาจเหลือเพียง 10% ขณะที่ผู้ชมผ่านออนไลน์และ OTT จะเกินครึ่ง” อดิศักดิ์ กล่าว

 

ทีวีดิจิทัลไม่หายไป แต่จะไม่ผูกติดกับภาคพื้นดิน

แม้จะยอมรับว่าการรับชมผ่านภาคพื้นดินกำลังลดลง แต่ อดิศักดิ์ ยืนยันว่า “คอนเทนต์ของทีวี” ยังคงเป็นกระแสหลัก (mainstream) ของสังคมไทย เพียงแต่ช่องทางการเข้าถึงกำลังเปลี่ยนไป

เขามองว่า แนวคิดของ “ทีวีระดับชาติ” ไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงการออกอากาศภาคพื้นดินอีกต่อไป แต่ต้องขยายไปสู่ทุกแพลตฟอร์ม ทั้งดาวเทียม เคเบิล และออนไลน์ ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ทีวีดิจิทัลในความหมายของการเป็นทีวีระดับชาติยังคงอยู่

“ถ้าจะยังเป็นทีวีระดับชาติ ต้องทำให้เข้าถึงได้ทุกช่องทาง ทุกครัวเรือน ไม่ว่าจะดูผ่านอะไร”

เขาเชื่อว่า การเปิดให้ทีวีดิจิทัลสามารถกระจายเนื้อหาไปยังแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งได้อย่างเป็นระบบ จะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาการเข้าถึงของผู้ชมในระยะยาว แต่อุปสรรคใหญ่ คือความไม่ชัดเจนของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในการตัดสินใจทำตามโรดแมปที่อุตสาหกรรมต้องการ

ผู้ประกอบการได้นำเสนอแผนแม่บทและข้อเสนอเชิงนโยบายจะมีอยู่แล้วในหลายมิติ แต่อดิศักดิ์สะท้อนว่า สิ่งที่อุตสาหกรรมกำลังเผชิญคือ “ความล่าช้าในการตัดสินใจ”

สิ่งที่เกิดขึ้น คือผู้ประกอบการจำนวนมากยังไม่สามารถวางแผนธุรกิจได้ เนื่องจากยังไม่ทราบเงื่อนไขสำคัญ เช่น รูปแบบการประมูลใบอนุญาต ค่าใช้จ่ายโครงข่าย หรือมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ “สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการคือความชัดเจน เพื่อจะได้ตัดสินใจว่าจะเดินหน้าต่อหรือไม่”

ในสถานการณ์ที่รายได้โฆษณาลดลง ขณะที่ต้นทุนยังสูง ผู้ประกอบการจำนวนมากจึงเลือก “ชะลอการลงทุน” และ “ลดต้นทุน” เพื่อประคองธุรกิจ ส่งผลให้คุณภาพของคอนเทนต์และบุคลากรในอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบโดยตรง

 

ถ้ายังใช้โมเดลเดิม ทีวีไทยจะเสียเปรียบแพลตฟอร์มต่างชาติ

อดิศักดิ์ ให้ความเห็นว่า หากอุตสาหกรรมยังยึดติดกับโมเดลทีวีดิจิทัลแบบเดิม โดยไม่ปรับเข้าสู่ระบบแพลตฟอร์ม จะทำให้สูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เขาเสนอว่า ประเทศไทยควรมี “National Streaming Platform” หรือแพลตฟอร์มดิจิทัลแห่งชาติ ที่เปิดโอกาสให้ทั้งผู้ประกอบการทีวีและผู้ผลิตคอนเทนต์สามารถนำผลงานมาเผยแพร่ได้

ในมุมนี้ เขามองว่า “ข้อมูลผู้ชม (Data)” คือทรัพยากรสำคัญของอุตสาหกรรม หากไม่มีแพลตฟอร์มของตัวเอง ผู้ประกอบการไทยจะไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกของผู้ชมได้เลย

ในทางกลับกัน หากมีแพลตฟอร์มระดับชาติที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลที่เหมาะสม จะสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการพัฒนาคอนเทนต์ และกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

Hybrid Model ไม่ใช่ทางเลือก แต่คือความจำเป็น

เมื่อพูดถึงโมเดลอนาคตของทีวีไทย อดิศักดิ์ มองว่า การผสมผสานระหว่าง Digital TV และ OTT หรือ Hybrid Model ไม่ใช่เพียงช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่เป็น “ความจำเป็น” ของอุตสาหกรรม เพราะผู้ชมจะเลือกแพลตฟอร์มตามความสะดวกของตนเอง ขณะที่ภาครัฐยังต้องรักษาหลักการเข้าถึงฟรีสำหรับประชาชน ดังนั้นระบบในอนาคตต้องรองรับทั้งการออกอากาศแบบดั้งเดิมและการรับชมแบบ On-demand

“ไม่ว่าผู้ชมจะดูผ่านอะไร สิ่งสำคัญคือเขาต้องเข้าถึงได้ง่าย และไม่มีข้อจำกัดเกินไป”

สำหรับประเด็นเรื่อง OTT ไม่ใช่เพียงการแข่งขันทางธุรกิจ แต่เป็นเรื่องของ “อธิปไตยทางสื่อ” เพราะถ้าไม่มีแพลตฟอร์มของตัวเอง คอนเทนต์ทั้งหมดก็จะไปอยู่บนแพลตฟอร์มต่างชาติ

เขายกตัวอย่างหลายประเทศที่มีมาตรการกำกับดูแลแพลตฟอร์มต่างชาติอย่างเข้มงวด ทั้งการกำหนดสัดส่วนคอนเทนต์ในประเทศ หรือการบังคับให้ลงทุนในอุตสาหกรรมท้องถิ่น

“ในหลายประเทศ เขากำกับ OTT อย่างจริงจัง แต่ในไทยเรายังถกเถียงกันอยู่ว่าจะกำกับได้หรือไม่ ทั้งที่จริงแล้วทำได้” อดิศักดิ์ เชื่อว่า หากประเทศไทยสามารถสร้างสมดุลระหว่างการ “แข่งขัน” และ “การกำกับดูแล” ได้ จะช่วยให้คอนเทนต์ไทยมีโอกาสเติบโตในระดับสากล พร้อมรักษาฐานอุตสาหกรรมในประเทศไปพร้อมกัน

 

“เวลาเหลือน้อย แต่สิ่งที่ต้องทำมีมาก”

ในช่วงท้ายของบทสนทนา อดิศักดิ์เน้นย้ำถึงความเร่งด่วนของสถานการณ์ โดยระบุว่า ระยะเวลาที่เหลือก่อนสิ้นสุดใบอนุญาตในปี 2572 มีไม่มากนัก ขณะที่การเปลี่ยนผ่านโครงสร้าง เช่น การจัดการคลื่นความถี่ หรือการเปลี่ยนระบบดาวเทียม จากการที่กสทช.จะนำคลื่นความถี่ 3500 เมกะเฮิร์ตซไปใช้งานด้านโทรคมนาคม ทำให้ผู้ชมที่อยู่บนจานดาวเทียมซี-แบนด์หลักล้านครัวเรือนได้รับผลกระทบ หากไม่มีแผนรองรับที่ชัดเจน อาจส่งผลให้ผู้ชมจำนวนมากสูญเสียการเข้าถึง โดยเฉพาะกลุ่มที่รับชมผ่านระบบดาวเทียม และต้องใช้เวลาเตรียมการล่วงหน้า

ท้ายที่สุด อดิศักดิ์สะท้อนว่า อุตสาหกรรมไม่ได้ขาดแนวทางหรือข้อเสนอ หากแต่ขาด “การตัดสินใจ” ที่ชัดเจนจากหน่วยงานกำกับดูแล หากมีการกำหนดทิศทางที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโรดแมป การกำกับ OTT หรือการใช้คลื่นความถี่ อุตสาหกรรมจะสามารถปรับตัวและเดินหน้าต่อได้

“ตอนนี้ทุกอย่างมีพร้อมแล้ว เหลือเพียงว่าจะเลือกเดินในทิศทางไหน” เขาย้ำ

และในช่วงเวลาที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นรวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์สื่อ การตัดสินใจนั้น อาจเป็นตัวกำหนดว่าอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทยจะสามารถรักษาบทบาทของตัวเองไว้ได้ หรือจะถูกทิ้งไว้เบื้องหลังในระบบสื่อยุคใหม่

Powered by MakeWebEasy.com