ทีวีสาธารณะ ไม่ใช่แค่สื่อสาธารณะ : รศ.ดร.วิไลวรรณ จงวิไลเกษม

Last updated: 11 Oct 2026  |  29 Views  | 

ทีวีสาธารณะ ไม่ใช่แค่สื่อสาธารณะ : รศ.ดร.วิไลวรรณ จงวิไลเกษม

“ทีวีสาธารณะ” ไม่ใช่แค่สื่อสาธารณะ

แต่คือพื้นที่ข้อมูลที่สังคมใช้ตัดสินใจในภาวะวิกฤต


มุมมองจาก รศ.ดร.วิไลวรรณ จงวิไลเกษม

คณะคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์สื่อในยุคดิจิทัล ที่ใครก็สามารถเป็นผู้ผลิตเนื้อหาได้ และแพลตฟอร์มออนไลน์เข้ามาแย่งชิงทั้งความสนใจและเม็ดเงินโฆษณา บทบาทของ “ทีวีสาธารณะ” กำลังถูกตั้งคำถามมากขึ้นว่า ยังจำเป็นต่อสังคมหรือไม่

แต่ในมุมมองของ รศ.ดร.วิไลวรรณ จงวิไลเกษม อาจารย์ประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กลับมองว่า ยิ่งระบบนิเวศสื่อมีความเปราะบางมากเท่าไร การมีอยู่ของทีวีสาธารณะยิ่งสำคัญมากขึ้นเท่านั้น เพราะหน้าที่ของสื่อไม่ได้มีเพียงการรายงานข่าวหรือให้ความบันเทิง แต่คือการทำหน้าที่เป็น “พื้นที่ข้อมูลสาธารณะ” ที่ประชาชนสามารถใช้ในการตัดสินใจเพื่อดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพ

เมื่อกล่าวถึงต้นแบบของทีวีสาธารณะ ภาพแรกที่เกิดขึ้นในแวดวงวิชาการและวิชาชีพ มักเป็นชื่อของ BBC และ NHK ซึ่งเป็นองค์กรสื่อที่มีบทบาทระดับชาติและสามารถส่งอิทธิพลทางข้อมูลข่าวสารไปสู่สังคมโลกได้

ขณะที่ประเทศไทย ไทยพีบีเอส เพิ่งถือกำเนิดขึ้นหลังรัฐธรรมนูญปี 2540 และยังอยู่ในช่วงของการเติบโตเมื่อเทียบกับสื่อสาธารณะระดับโลก รศ.ดร.วิไลวรรณ มองว่า การนำไทยพีบีเอสไปเปรียบเทียบกับ BBC หรือ NHK อาจไม่ยุติธรรมนัก แต่ในบริบทของสังคมไทยปัจจุบัน การมีอยู่ของไทยพีบีเอสกลับมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ ท่ามกลางภาวะที่ธุรกิจสื่อกำลังเผชิญแรงสั่นสะเทือนจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและโมเดลในการหารายได้ที่เปลี่ยนแปลงไป

“ทุกวันนี้ ใคร ๆ ก็เป็นสื่อได้ มีทั้งอินฟลูเอนเซอร์ KOL สื่ออิสระ ทุกคนเข้ามาแชร์เม็ดเงินในระบบนิเวศสื่อ แต่เม็ดเงินโฆษณาไม่ได้เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันกลับน้อยลง ท่ามกลางคู่แข่งมีมากขึ้น ทำให้องค์กรสื่อและคนทำข่าวตกอยู่ในภาวะความไม่มั่นคง” รศ.ดร.วิไลวรรณ กล่าว

เธอยกตัวอย่างกรณีล่าสุด สื่อระดับโลกอย่าง BBC ได้ประกาศลดพนักงานลง 10% รวมถึงหลายองค์กรสื่อทั่วโลกที่กำลังเผชิญวิกฤตเดียวกัน เพราะยังใช้ Business Model แบบเดิมในโลกที่เปลี่ยนไปแล้ว ขณะที่ในประเทศไทย หนังสือพิมพ์จำนวนมากทยอยปิดตัว เหลือเพียงไม่กี่แบรนด์หลักที่ยังคงอยู่ได้ด้วยการปรับตัวสู่ทุกแพลตฟอร์ม

ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงเรื่องธุรกิจ แต่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพของข่าวสาร เมื่อองค์กรสื่อต้องลดต้นทุน คนข่าวหนึ่งคนต้องทำงานหลายหน้าที่ พร้อมแข่งขันกับความเร็วของโลกออนไลน์ ทำให้ข่าวเชิงสืบสวนสอบสวน หรือข่าวที่ต้องใช้เวลาอธิบายเชิงลึก ค่อย ๆ หายไปจากระบบสื่อ

ในมุมนี้ รศ.ดร.วิไลวรรณ มองว่า การมีอยู่ของไทยพีบีเอสจึงมีความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นองค์กรสื่อที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งรายได้จากโฆษณาเป็นหลัก และยังสามารถทำหน้าที่ผลิตข่าวสารคุณภาพ รวมถึงสะท้อนความหลากหลายของสังคมได้โดยไม่ต้องแข่งขันกับในเชิงเรตติ้งกับสื่อธุรกิจ

“บทบาทของสื่อไม่ใช่แค่แจ้งให้ทราบ แต่คือการให้ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจในการดำรงชีวิต โดยเฉพาะในภาวะที่ข้อมูลล้นเกิน ข่าวปลอม ข่าวลวงเต็มไปหมด”

เธอมองว่า ในยุคที่ผู้คนเผชิญ Information Overload การมีสื่อที่ตรวจสอบข้อมูลอย่างเข้มข้น มีระบบกองบรรณาธิการ และมีความโปร่งใสในการทำงาน คือสิ่งจำเป็นต่อสังคมอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงวิกฤต เช่น สถานการณ์โควิด-19 หรือสงครามระหว่างประเทศ ซึ่งข้อมูลข่าวสารมีผลโดยตรงต่อการตัดสินใจและความปลอดภัยของผู้คน

 

“ทีวีสาธารณะ” กับ “ทีวีของรัฐ” ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

รศ.ดร.วิไลวรรณ อธิบายว่า หนึ่งในความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นบ่อยในสังคมไทย คือการมองว่า “ทีวีสาธารณะ” และ “ทีวีของรัฐ” เป็นสิ่งเดียวกัน ทั้งที่ในเชิงโครงสร้างอำนาจและความเป็นอิสระมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน

สำหรับ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT ทีวีของรัฐ เธอมองว่า ปัจจุบันมีพัฒนาการที่ดีขึ้น เห็นความพยายามของคนรุ่นใหม่ที่เข้าไปปรับวิธีเล่าเรื่องให้ร่วมสมัยมากขึ้น รวมถึงพยายามขยับภาพลักษณ์ออกจากการเป็น “กระบอกเสียงของรัฐบาล”

อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญของสื่อรัฐ คือ “ความน่าเชื่อถือ” เพราะผู้ชมจำนวนมากยังตั้งการ์ดไว้ก่อนทันทีเมื่อรู้ว่าเป็นสื่อของรัฐ

“สำนักข่าวขายความน่าเชื่อถือ แต่พอเป็น NBT คนจะถอยก่อน เพราะมีภาพจำว่าเป็นกระบอกเสียงของรัฐบาล”

เธอมองว่า ในยุคที่สื่อถูกตั้งคำถามอย่างหนัก ทั้ง NBT ช่อง 5 และทีวีรัฐสภา จำเป็นต้องเปิดพื้นที่ของตัวเองให้มากขึ้น และทำให้สังคมเห็นว่าสามารถยืนอยู่ข้างประชาชนได้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงเครื่องมือของผู้มีอำนาจ

ขณะที่ไทยพีบีเอส ซึ่งเป็นสื่อสาธารณะ มีความจำเป็นต่อสังคมไทยมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะอยู่ในจุดที่สามารถทำหน้าที่เป็น “ที่พึ่งพิงทางข้อมูล” ได้ ในช่วงที่ธุรกิจสื่อเอกชนกำลังอ่อนแรง และองค์กรข่าวจำนวนมากต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด

 

ความโปร่งใส คือหัวใจของความน่าเชื่อถือ

อีกประเด็นที่ รศ.ดร.วิไลวรรณ ให้ความสำคัญอย่างมาก คือเรื่อง “ความโปร่งใส” ซึ่งเธอมองว่า สังคมไทยยังพูดถึงเรื่องนี้น้อยเกินไป

เธออธิบายว่า ในต่างประเทศ หลายองค์กรสื่อให้ความสำคัญกับ Transparency มากพอ ๆ กับความถูกต้องหรือความเป็นกลาง เพราะผู้รับสารควรรู้ว่า สื่อนั้นมีที่มาของรายได้อย่างไร ใครเป็นเจ้าของ และกระบวนการทำข่าวเป็นแบบไหน

“เวลาพูดถึงความเป็นกลาง ต้องพูดเรื่องความโปร่งใสด้วย ที่มาของเงินสำคัญมาก ผู้ชมควรรู้ว่าใครเป็นเจ้าของ ใครสนับสนุน และข้อมูลที่นำเสนอมีอะไรแอบแฝงอยู่หรือไม่”

เธอมองว่า ไทยพีบีเอสเป็นหนึ่งในองค์กรที่พยายามขับเคลื่อนเรื่องนี้ ผ่านการมีระบบกองบรรณาธิการ นโยบาย Correction Policy รวมถึงกระบวนการตรวจสอบข่าวที่ค่อนข้างเข้มข้น ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญในยุคที่ข่าวปลอมแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว

ในขณะเดียวกัน เธอก็ตั้งคำถามกลับไปยังองค์กรวิชาชีพสื่อไทยว่า ควรเปิดเผยโครงสร้างทางการเงินและระบบกำกับดูแลของตัวเองให้โปร่งใสมากกว่านี้เช่นกัน เพราะที่ผ่านมา การกำกับดูแลกันเองขององค์กรวิชาชีพยังไม่เข้มแข็งพอ และหลายครั้งผู้สื่อข่าวที่ถูกฟ้องร้องกลับต้องต่อสู้เพียงลำพัง

 

“จุดอ่อนของไทยพีบีเอส ไม่ใช่เรื่องคุณภาพ แต่คือการเข้าถึง”

แม้จะยืนยันถึงความสำคัญของทีวีสาธารณะ แต่ รศ.ดร.วิไลวรรณ ก็ยอมรับว่า ไทยพีบีเอสยังมีจุดอ่อนสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องการเข้าถึงผู้ชมที่ยังไม่หลากหลายมากพอ

เธอมองว่า กลุ่มผู้ชมหลักของไทยพีบีเอสยังคงเป็นคนเมืองและกลุ่มปัญญาชน ขณะที่ในภาวะวิกฤตหรือสถานการณ์สำคัญ เรตติ้งของสถานีกลับเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งสะท้อนว่า ผู้ชมยังมองไทยพีบีเอสเป็น “พื้นที่พึ่งพิง” ในเวลาที่ต้องการข้อมูลที่เชื่อถือได้

“โจทย์สำคัญคือ จะทำอย่างไรให้เข้าถึงผู้ชมที่หลากหลายมากขึ้น โดยไม่ทิ้งจุดยืนของความเป็นสื่อสาธารณะ”

เธอเห็นว่า ไทยพีบีเอสมีศักยภาพทั้งด้านบุคลากร งบประมาณ และทรัพยากรที่จะพัฒนางานข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนได้มากกว่านี้ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่สังคมเต็มไปด้วยข่าวลวง ข่าวปลอม และข้อมูลที่ขาดการตรวจสอบ

 

“อนาคตทีวีไทยจะเล็กลง แต่สังคมยังต้องมีพื้นที่สาธารณะ”

เมื่อพูดถึงอนาคตของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทยหลังปี 2572 รศ.ดร.วิไลวรรณ มองว่า จำนวนช่องโทรทัศน์จะลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะต้นทุนของการดำเนินกิจการสูง จากค่าสัมปทานที่ต้องจ่ายให้กับกสทช. ขณะที่พฤติกรรมผู้ชมย้ายไปสู่แพลตฟอร์มใหม่มากขึ้น

“วันนี้ทุกคนกำลังดูทิศทางลม ว่าแพลตฟอร์มไหนจะเป็นอนาคต แต่สุดท้าย ไม่ว่าแพลตฟอร์มจะเปลี่ยนอย่างไร สังคมก็ยังต้องมีพื้นที่สาธารณะ และต้องมีสื่อที่เป็นที่พึ่งพิง”

เธอมองว่า ความท้าทายในยุค Media Disruption ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับแพลตฟอร์ม แต่เกิดขึ้นกับ “คนทำงานสื่อ” ด้วย จึงจำเป็นต้องมีการอัปสกิล รีสกิล และสร้างความร่วมมือระหว่างองค์กรวิชาชีพมากกว่าที่ผ่านมา

พร้อมทิ้งท้ายว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุดของสื่อไทยวันนี้ ไม่ใช่การแข่งขันระหว่างองค์กร แต่คือการที่ทุกฝ่ายยังขาด “จุดร่วม” ในการปกป้องและพัฒนาวิชาชีพสื่อร่วมกัน

“ถ้าองค์กรวิชาชีพและคนทำสื่อยังไม่รวมตัวกันสร้างอำนาจต่อรอง สุดท้ายอุตสาหกรรมก็จะอ่อนแรงลงเรื่อย ๆ ทั้งระบบ” รศ.ดร.วิไลวรรณ กล่าวทิ้งท้าย

Powered by MakeWebEasy.com