เมื่อ "สื่อมวลชนแห่งชาติ" ต้องอยู่รอดในโลกดิจิทัล : ดร.ญาดา กาศยปนันทน์

Last updated: 5 Nov 2026  |  302 Views  | 

เมื่อ "สื่อมวลชนแห่งชาติ" ต้องอยู่รอดในโลกดิจิทัล : ดร.ญาดา กาศยปนันทน์

เมื่อ "สื่อมวลชนแห่งชาติ" ต้องอยู่รอดในโลกดิจิทัล

"หากรัฐยังต้องการสื่อที่ประชาชนเชื่อถือได้ ก็ต้องสร้างระบบที่ทำให้สื่อนั้นอยู่รอด"

มุมมองจาก ดร.ญาดา กาศยปนันทน์

กรรมการ รักษาการในตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) (MCOT)

ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทย ผู้ประกอบการทุกแห่งต่างเผชิญความท้าทายจากรายได้ที่ลดลง พฤติกรรมผู้ชมที่เปลี่ยนไป และการแข่งขันจากแพลตฟอร์มดิจิทัลระดับโลก แต่สำหรับ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ความท้าทายดังกล่าวกลับมีความซับซ้อนมากกว่านั้น เพราะองค์กรต้องทำหน้าที่ในสองบทบาทไปพร้อมกัน

ในฐานะรัฐวิสาหกิจ อสมทต้องทำหน้าที่เป็นสื่อมวลชนของรัฐ ถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารเพื่อประโยชน์สาธารณะ ขณะเดียวกัน ในฐานะบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ก็ต้องบริหารองค์กรให้สามารถสร้างผลประกอบการและตอบแทนผู้ถือหุ้นได้ ดร.ญาดา มองว่า โจทย์ทั้งสองด้านกำลังเดินมาบรรจบกันในช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมโทรทัศน์กำลังเผชิญวิกฤตที่สุดครั้งหนึ่ง

"วันนี้ผู้ประกอบการโทรทัศน์ทุกแห่งมีรายได้ลดลง หลายองค์กรต้องลดขนาดบุคลากรและปรับโครงสร้างเพื่อความอยู่รอด ขณะที่ อสมท ยังต้องรักษาภารกิจของรัฐไปพร้อมกับการดำเนินธุรกิจเพื่อตอบแทนผู้ถือหุ้น"

เธอยอมรับว่า การปรับตัวของรัฐวิสาหกิจทำได้ยากกว่าภาคเอกชน เพราะมีข้อจำกัดทั้งด้านกฎหมาย กระบวนการบริหาร และภารกิจที่ต้องรับผิดชอบต่อสังคม อย่างไรก็ตาม องค์กรไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงได้อีกต่อไป

 

หัวใจสำคัญอยู่ที่ "โครงข่าย" ที่ตอบโจทย์

สำหรับ อสมท ประเด็นสำคัญที่สุดในวันนี้ ไม่ใช่เพียงการแข่งขันของช่องโทรทัศน์ แต่คืออนาคตของ "โครงข่ายการแพร่ภาพ" หรือ MUX ซึ่งจะสิ้นสุดอายุสัญญาในปี 2571 ก่อนใบอนุญาตทีวีดิจิทัลหนึ่งปี ดร.ญาดา อธิบายว่า การกำหนดทิศทางของโครงข่าย คือปัจจัยที่จะกำหนดอนาคตขององค์กร

"หากเราไม่รู้ว่าจะยังเป็นผู้ให้บริการโครงข่ายหรือไม่ เราก็ไม่สามารถวางแผนธุรกิจในระยะยาวได้" ดร.ญาดาระบุ

วันนี้ผู้ประกอบการจำนวนมากกำลังรอความชัดเจนจากหน่วยงานกำกับดูแล เพราะการลงทุนด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานจำเป็นต้องวางแผนล่วงหน้าหลายปี แต่จนถึงปัจจุบัน แนวทางหลังปี 2571-2572 ยังไม่มีความชัดเจนเพียงพอ

แม้หลายฝ่ายจะมองว่า ผู้ชมจำนวนมากย้ายไปอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์แล้ว แต่ ดร.ญาดา ยังคงเชื่อมั่นว่า โครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดินยังมีความจำเป็นต่อประเทศ

เหตุผลสำคัญ ไม่ใช่เพราะเทคโนโลยีเดิมยังดีกว่า แต่เพราะเป็นระบบที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และเป็นช่องทางที่มีความน่าเชื่อถือสูงที่สุดในการสื่อสารกับประชาชน

"เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน หรือจำเป็นต้องสื่อสารข้อมูลสำคัญ รัฐยังต้องมีช่องทางที่เข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง"

ดร.ญาดาชี้ว่า กลุ่มผู้ชมหลักของ อสมท ยังคงเป็นประชาชนวัยกลางคนและผู้สูงอายุ ซึ่งส่วนใหญ่ยังคุ้นเคยกับการรับชมโทรทัศน์ฟรี และในหลายพื้นที่ของประเทศ การเข้าถึงบริการ OTT ยังไม่ครอบคลุมทุกครัวเรือน ดังนั้น แม้โลกจะเปลี่ยนไปมากเพียงใด บทบาทของฟรีทีวีและโครงข่ายภาคพื้นดินก็ยังมีความจำเป็น

 

ความน่าเชื่อถือ คือคุณค่าที่สื่อออนไลน์ทดแทนไม่ได้

ดร.ญาดา มองว่า ความแตกต่างสำคัญระหว่างโทรทัศน์กับแพลตฟอร์มออนไลน์ ไม่ได้อยู่ที่รูปแบบการรับชม แต่คือมาตรฐานของการทำหน้าที่สื่อมวลชน

"สื่อออนไลน์เปิดกว้างมาก แต่สื่อมวลชนยังต้องมีจรรยาบรรณ มีการตรวจสอบ และมีความรับผิดชอบต่อสังคม"

เธอเชื่อว่า การเผยแพร่ข่าวสารผ่านโทรทัศน์ยังคงได้รับความเชื่อถือจากประชาชนมากกว่า เพราะผ่านกระบวนการกลั่นกรอง มีมาตรฐานวิชาชีพ และมีความรับผิดชอบต่อผลกระทบของข้อมูล

สำหรับ อสมท ในฐานะรัฐวิสาหกิจ ความน่าเชื่อถือจึงเป็นทุนสำคัญที่สุดขององค์กร

แม้จะยืนยันถึงความสำคัญของโทรทัศน์ แต่ ดร.ญาดา ย้ำว่า อสมท ไม่ได้ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลง องค์กรกำลังเดินหน้าพัฒนาแพลตฟอร์ม OTT ของตนเอง เพื่อขยายฐานผู้ชมรุ่นใหม่ ขณะเดียวกันก็เชื่อมโยงคอนเทนต์ระหว่างออนไลน์กับโทรทัศน์

"เราต้องนำเนื้อหาจากออนไลน์มาสู่โทรทัศน์ และนำรายการโทรทัศน์ไปสู่คนรุ่นใหม่บนแพลตฟอร์มดิจิทัล"

เธอมองว่า การแข่งขันในอนาคตไม่ใช่การเลือกระหว่าง Broadcast หรือ OTT แต่คือการผสมผสานทุกแพลตฟอร์มให้ตอบโจทย์ผู้ชมแต่ละกลุ่ม

 

จาก MUX สู่ DVB-I : โครงข่ายกำลังเปลี่ยนรูปแบบ

ในมิติของเทคโนโลยี อสมท ไม่ได้มองเพียงการรักษาโครงข่ายเดิม แต่กำลังเตรียมความพร้อมสำหรับเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งอสมท ร่วมกับผู้ให้บริการโครงข่ายกำลังศึกษาแนวทางพัฒนา HbbTV และ DVB-I ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ผสานการออกอากาศโทรทัศน์กับอินเทอร์เน็ตเข้าด้วยกัน

แนวคิดดังกล่าวจะทำให้ประชาชนสามารถรับชมช่องโทรทัศน์ผ่านระบบบรอดแบนด์ได้จากทุกอุปกรณ์ ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศไทยหรือต่างประเทศ

"เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยน แต่ภารกิจของการสื่อสารสาธารณะยังเหมือนเดิม คือทำอย่างไรให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ดีที่สุด"

เมื่อกล่าวถึงแนวคิด National Streaming Platform ดร.ญาดา มองว่า หากเป็นมุมของผู้ประกอบการเอกชน อาจยังไม่มีความจำเป็นมากนัก แต่สำหรับภาครัฐ เธอเชื่อว่า ประเทศไทยควรมีแพลตฟอร์มกลางของรัฐ เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานในการสื่อสารกับประชาชนในระยะยาว

"รัฐจำเป็นต้องมีช่องทางหลักของตัวเองในการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องและเชื่อถือได้"

 

โรดแมปหลังปี 2572 ต้องเริ่มจากการทบทวนกติกา

สำหรับอนาคตของอุตสาหกรรม ดร.ญาดา เห็นว่า สิ่งที่เร่งด่วนที่สุด คือการทบทวนหลักเกณฑ์การประมูลใบอนุญาตและโครงข่าย โดยเฉพาะการใช้แนวคิดเดิมในการประมูลด้วยราคาสูง ไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและบริบทของอุตสาหกรรมในปัจจุบัน

"กฎหมายเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ วันนี้บริบทไม่เหมือนวันที่เริ่มประมูลทีวีดิจิทัล กสทช.จะยืนที่เดิมเพื่อให้ได้เงินจำนวนมากเหมือนเดิม เหมือนรีดเลือดกับปู หากยังใช้เงื่อนไขเดิม ผู้ประกอบการจำนวนมากอาจไม่สามารถเข้าร่วมประมูลได้อีก" ดร.ญาดาระบุ

สำหรับ อสมท ซึ่งต้องทำภารกิจสาธารณะควบคู่กับการดำเนินธุรกิจ เธอมองว่า ภาครัฐควรพิจารณาหลักเกณฑ์ที่สะท้อนบทบาทของรัฐวิสาหกิจมากกว่าการปฏิบัติเสมือนผู้ประกอบการเชิงพาณิชย์ทั่วไป

“ถ้าสู้ได้ก็อยากสู้ให้มีทีวีดิจิทัลอยู่ดี แต่ในราคาที่ถูกลง ผู้ประกอบการแบกรับไหว ถ้าคุณให้เรารับภารกิจภาครัฐ ยังต้องคิดเงินเราอีกเหรอ กฎหมายทุกอย่างแก้ได้ แต่ไม่แก้ นี่เป็นต้นเหตุที่ทำให้รายได้ของอสมทหมดไปกับกฎเกณฑ์ของกสทช.” ดร.ญาดาสะท้อนความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกับอสมท

 

"รัฐควรเป็นผู้สนับสนุน ไม่ใช่เพิ่มภาระ"

ในช่วงท้ายของบทสนทนา ดร.ญาดา สะท้อนความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมาว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา อสมท ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมากจากระบบกำกับดูแล ทั้งที่องค์กรไม่ได้รับงบประมาณสนับสนุนเพิ่มเติมจากรัฐ ในขณะที่ยังต้องทำหน้าที่ผลิตข่าวสาร รายการเพื่อสาธารณะ และภารกิจของรัฐอย่างต่อเนื่อง

เธอจึงเห็นว่า หากประเทศยังต้องการมี "สื่อมวลชนแห่งชาติ" ที่ทำหน้าที่เพื่อประโยชน์สาธารณะ หน่วยงานกำกับดูแลจำเป็นต้องปรับบทบาทจากการจัดเก็บรายได้ ไปสู่การสร้างระบบที่ช่วยให้อุตสาหกรรมอยู่รอด

"ถ้ารัฐยังต้องการให้เราทำหน้าที่เพื่อประเทศ ก็ต้องสร้างเงื่อนไขที่ทำให้เราสามารถอยู่รอดได้"

สำหรับ ดร.ญาดา อนาคตของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทยหลังปี 2572 จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว หากแต่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจเชิงนโยบาย ว่าประเทศไทยยังเห็นคุณค่าของการมีสื่อมวลชนแห่งชาติ และโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารที่ประชาชนทุกคนเข้าถึงได้หรือไม่

เพราะหากคำตอบคือ "ใช่" โรดแมปในอนาคตก็ต้องไม่ใช่เพียงการกำหนดกติกาการประมูลครั้งใหม่ แต่ต้องเป็นการออกแบบระบบที่ทำให้สื่อซึ่งทำหน้าที่เพื่อสาธารณะ สามารถดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน ท่ามกลางโลกสื่อที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

Powered by MakeWebEasy.com