Last updated: 25 ก.ย. 2569 | 57 จำนวนผู้เข้าชม |
อุตสาหกรรมทีวีไทยในจุดเปลี่ยน
เมื่อกติกากำลังทำให้สื่อระดับชาติอ่อนแรง
บทสัมภาษณ์พิเศษ : นายเดียว วรตั้งตระกูล
ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท วัน สามสิบเอ็ด จำกัด
และเลขานุการสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล (ประเทศไทย)
ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านของโลกสื่อจากยุค Broadcast Industry สู่ยุค Media Platform อุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทยกำลังเผชิญความท้าทายครั้งสำคัญ ทั้งจากพฤติกรรมผู้ชมที่เปลี่ยนไป เทคโนโลยีใหม่ที่เข้ามาดิสรัปต์อย่างรวดเร็ว และการแข่งขันจากแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของ นายเดียว วรตั้งตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท วัน สามสิบเอ็ด จำกัด และเลขานุการสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล (ประเทศไทย) ปัจจัยเหล่านี้อาจไม่ใช่เรื่องน่ากังวลที่สุด หากแต่สิ่งที่อุตสาหกรรมกำลังเผชิญอย่างแท้จริง คือ “ความไม่ชัดเจนของอนาคต” ที่ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถตัดสินใจเดินหน้าธุรกิจได้อย่างมั่นใจ
นายเดียวมองว่า ปัจจุบันผู้ชมเลือกเสพสื่อผ่านแพลตฟอร์มที่ง่าย สะดวก และเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา ซึ่ง OTT และสื่อออนไลน์เข้ามาตอบโจทย์พฤติกรรมดังกล่าวได้ดีกว่าโทรทัศน์แบบดั้งเดิม แต่ถึงแม้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปเพียงใด สิ่งสำคัญที่สุดยังคงเป็น “คอนเทนต์”
“ไม่ว่าจะจากอนาล็อกมาดิจิทัล หรือจากดิจิทัลไป OTT หัวใจสำคัญไม่เคยเปลี่ยน คือ Content is King ถ้ามีคอนเทนต์ที่คนอยากดู เขาก็พร้อมจะดูเสมอ” นายเดียวกล่าว
อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่า โทรทัศน์มีบทบาทที่แตกต่างจากแพลตฟอร์มออนไลน์ เพราะทีวีไม่ใช่เพียงธุรกิจความบันเทิง แต่ยังมีฟังก์ชันของ Public Service ในฐานะสื่อที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างทั่วถึง เท่าเทียม และไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นบทบาทที่ยังมีความสำคัญต่อประเทศ
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานี้คือ สื่อโทรทัศน์ซึ่งควรได้รับการออกแบบให้ยังคงมีอิทธิพลและทำหน้าที่ดังกล่าว กลับไม่ได้รับการวางแผนรองรับในระยะยาว ส่งผลให้อุตสาหกรรมค่อย ๆ เล็กลง และกำลังถูกผลักให้กลายเป็น Sunset Business ทั้งที่ยังมองไม่เห็นทิศทางอนาคตที่ชัดเจน
“วันนี้ไม่มีใครตอบได้ว่า หลังปี 2572 ทีวีไทยจะเป็นอย่างไร”
นายเดียวสะท้อนว่า สิ่งที่ผู้ประกอบการกังวลมากที่สุดไม่ใช่การแข่งขันจาก OTT แต่คือคำถามเรื่องอนาคตของอุตสาหกรรมหลังปี 2572 ซึ่งเป็นช่วงสิ้นสุดอายุใบอนุญาตทีวีดิจิทัล
ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการยังไม่เคยได้รับคำตอบที่ชัดเจนว่า จะมีการประมูลใหม่หรือไม่ หากประมูลจะใช้เงื่อนไขใด จะมีการต่ออายุแบบอัตโนมัติหรือไม่ หรือจะมีการหลอมรวมเทคโนโลยีระหว่างทีวีภาคพื้นดิน ดาวเทียม และแพลตฟอร์มออนไลน์ในรูปแบบใด
“คำถามเหล่านี้ควรมีคำตอบตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว เพราะธุรกิจต้องใช้เวลาเตรียมตัว แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครตอบได้” นายเดียวกล่าว
เขาชี้ว่า เมื่ออนาคตยังไม่ชัดเจน ผู้ประกอบการย่อมไม่กล้าลงทุนกับคอนเทนต์ขนาดใหญ่ ไม่กล้าใส่ของใหม่ ของแพง หรือพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม เพราะไม่รู้ว่าฐานธุรกิจเดิมจะยังคงอยู่หรือไม่
ด้วยเหตุนี้ ผู้ประกอบการทีวีจำนวนมากจึงหันไปมองหาโมเดลใหม่บนแพลตฟอร์ม OTT ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ยังมองเห็นศักยภาพในการเติบโต และสามารถเดิมพันกับอนาคตได้มากกว่า
“วันนี้ผู้ประกอบการ คอนเทนต์ครีเอเตอร์ และคอนเทนต์โพรวายเดอร์ ไปอยู่กับ OTT กันหมดแล้ว เพราะอย่างน้อยถ้าทำคอนเทนต์ดี ก็ยังมีโอกาส แต่ถ้าอยู่บนฐานทีวีดิจิทัลที่ไม่เห็นอนาคต ก็ไม่รู้จะลงทุนไปเพื่ออะไร”
“กับดักของอุตสาหกรรมวันนี้ คือความไม่ชัดเจนของกติกา”
เมื่อถูกถามว่า อุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทยติดกับดักอะไรที่ทำให้การปรับตัวล่าช้า นายเดียวตอบอย่างชัดเจนว่า กับดักสำคัญที่สุดคือ “ความไม่ชัดเจนของการกำกับดูแล”
เขามองว่า ในเชิงธุรกิจ ผู้ประกอบการพร้อมแข่งขันตามกลไกตลาดอยู่แล้ว ใครทำคอนเทนต์ดี มีคนดู ก็ยังมีโอกาสสร้างรายได้ แต่สิ่งที่เป็นอุปสรรคใหญ่คือ ไม่มีใครรู้ว่ากติกาในอีก 2-3 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
ภายใต้ความไม่แน่นอนนี้ หลายสถานีแม้จะมีความประสงค์เดินหน้าต่อ แต่ก็เริ่มต้องทบทวนว่า ยังมีเหตุผลมากพอหรือไม่ที่จะลงทุนบนระบบเดิมต่อไป
“ถ้ายังช้ากว่านี้ ปี 2571-2572 จะทำอะไรไม่ทันแล้ว เพราะการตัดสินใจธุรกิจมันไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว”
ทีวีดิจิทัลยังอยู่ได้ เพราะประเทศยังต้องมี “สื่อหลัก”
แม้นายเดียวจะยอมรับว่า โลกสื่อกำลังเปลี่ยน และทุกประเทศต่างต้องปรับตัวตามเทคโนโลยี แต่เขาเชื่อว่า ทีวีดิจิทัลยังมีเหตุผลที่จะดำรงอยู่ เพราะทุกประเทศยังจำเป็นต้องมี “สื่อหลัก” ที่ทำหน้าที่เป็นเกทคีปเปอร์ของข้อมูลข่าวสาร
“ถ้าประเทศนี้มีแต่คอนเทนต์ออนไลน์ทั้งหมด จะเกิดคำถามเรื่องความน่าเชื่อถือทันที ทุกวันนี้เราเจอเฟคนิวส์จำนวนมาก เพราะฉะนั้นสื่อหลักที่มีมาตรฐานการผลิตและการกลั่นกรองยังจำเป็นมาก”
เขาเห็นว่า ประเทศไทยยังต้องมีระบบ National Broadcast ที่สามารถเผยแพร่คอนเทนต์สำคัญไปยังประชาชนได้ทุกแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็นภาคพื้นดิน ดาวเทียม เคเบิล IPTV หรือ OTT แต่สิ่งเหล่านี้จำเป็นต้องมีแผนแม่บทที่ชัดเจน และต้องมีกฎกติกาที่อยู่เหนือเทคโนโลยี ไม่ใช่ปล่อยให้เทคโนโลยีพาอุตสาหกรรมไหลไปเอง
นายเดียวระบุว่า สมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิทัลฯ เคยเสนอแนวทางเหล่านี้ต่อภาครัฐมาโดยตลอด ทั้งการศึกษาโมเดลในต่างประเทศ การเสนอทางเลือกเรื่องโครงสร้างแพลตฟอร์ม และแนวคิดเรื่องการรักษาฟังก์ชันทีวีแห่งชาติ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม
“คนรุ่นใหม่ไม่ได้เลิกดูทีวี เขาแค่ไม่ได้ดูผ่านจอทีวี”
สำหรับประเด็นพฤติกรรมผู้ชมที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ นายเดียวมองว่า หลายคนอาจกำลังติดกับความเข้าใจว่า “คนไม่ดูทีวีแล้ว” ทั้งที่ในความเป็นจริง คนยังดูคอนเทนต์จากทีวี เพียงแต่เปลี่ยนอุปกรณ์รับชม
เขาอธิบายว่า กลุ่ม Gen Y และ Gen Z ยังคงรับชมคอนเทนต์ข่าว บันเทิง และรายการต่าง ๆ ที่ผลิตโดยองค์กรโทรทัศน์ แต่รับชมผ่านมือถือ สมาร์ตดีไวซ์ หรือแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น
“ทีวีวันนี้ไม่ใช่แค่ดีไวซ์ แต่ทีวีคือซอฟต์แวร์ คือระบบการผลิตคอนเทนต์ที่มีการกลั่นกรองและมีมาตรฐาน”
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเชื่อว่า บทบาทของผู้ประกอบการทีวียังไม่หมดไป หากแต่ต้องขยายตัวเองจากผู้แพร่ภาพ ไปสู่ผู้บริหารคอนเทนต์ในหลายแพลตฟอร์ม
หากไร้ Roadmap สิ่งที่หายไปคือ Gatekeeper ของสังคม
นายเดียวเตือนว่า ความเสี่ยงของการไม่มี Roadmap ไม่ได้จบลงแค่สถานีโทรทัศน์เล็กลง หรือคนในอุตสาหกรรมต้องตกงานจำนวนมาก แต่สิ่งที่น่ากังวลกว่านั้นคือ ประเทศอาจสูญเสียฟังก์ชันของสื่อระดับชาติที่ทำหน้าที่เป็นเกทคีปเปอร์
เขายกตัวอย่างว่า ในภาวะภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉิน หากมีเพียงการแจ้งเตือนรายบุคคลผ่านโทรศัพท์มือถือ ประชาชนอาจรับรู้ระดับความรุนแรงไม่เท่ากัน แต่หากทุกช่องโทรทัศน์ส่งสารเดียวกันพร้อมกัน จะสะท้อนน้ำหนักของสถานการณ์และสร้างการรับรู้ร่วมในระดับสังคมได้ทันที
ขณะเดียวกัน หากข้อมูลข่าวสารทั้งหมดไหลไปอยู่ภายใต้อัลกอริทึมของแพลตฟอร์มออนไลน์ ผู้คนจะรับรู้เฉพาะสิ่งที่ตนเองสนใจ และขาดพื้นที่กลางในการรับรู้ข้อเท็จจริงร่วมกัน
“สิ่งที่น่าห่วงไม่ใช่แค่ผู้ประกอบการทีวี แต่คือประเทศชาติและประชาชน เพราะเรากำลังเสี่ยงสูญเสียฟังก์ชันของสื่อระดับชาติที่ทำหน้าที่เป็นเกทคีปเปอร์”
“ทางรอดยังมี แต่ผู้ประกอบการจะไม่รอเดินเข้าสู่ทางตัน”
เมื่อให้สรุปว่า วันนี้อุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทยอยู่ที่ “ทางรอด” หรือ “ทางตัน” นายเดียวตอบว่า เขาเชื่อว่ายังมีทางรอด เพราะผู้ประกอบการมองเห็นโอกาสในการปรับตัว ทั้งการพัฒนา OTT การสร้างโมเดลรายได้ใหม่ และการขยายบทบาทสู่ธุรกิจคอนเทนต์หลายแพลตฟอร์ม
แต่ในขณะเดียวกัน เขายอมรับว่า ความล่าช้าของการกำหนดทิศทางจากภาครัฐกำลังทำให้เส้นทางนั้นแคบลงเรื่อย ๆ
“ผู้ประกอบการจะไม่เดินเข้าสู่ทางตันแน่นอน ทุกคนพยายามหาทางรอดของตัวเอง แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ หากปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป ประเทศไทยอาจเป็นฝ่ายสูญเสียระบบสื่อหลักของตัวเอง”
และแม้จะยอมรับว่า ภาคอุตสาหกรรมเคยมีความหวังต่อการเห็นแผนแม่บทที่ชัดเจน แต่เมื่อเวลาผ่านไปโดยไม่มีคำตอบ เขากล่าวทิ้งท้ายอย่างตรงไปตรงมาว่า
“วันนี้อาจหมดหวังกับการกำกับดูแล แต่ไม่ได้หมดหวังกับอนาคตของเราเอง”





