อนาคตทีวีไทยหลังปี 2572 ไม่ใช่ "ทางตัน" หากกล้าออกแบบกติกาใหม่ : พันเอก ดร.นที ศกุลรัตน์

Last updated: 28 ต.ค. 2569  |  138 จำนวนผู้เข้าชม  | 

อนาคตทีวีไทยหลังปี 2572 ไม่ใช่ "ทางตัน" หากกล้าออกแบบกติกาใหม่ : พันเอก ดร.นที ศกุลรัตน์


 

อนาคตทีวีไทยหลังปี 2572 ไม่ใช่ "ทางตัน" หากกล้าออกแบบกติกาใหม่

ดร.นที ศุกลรัตน์ อดีตกรรมการ กสทช.


"โจทย์สำคัญไม่ใช่การรักษาทีวีดิจิทัลไว้เหมือนเดิม แต่คือการสร้างระบบนิเวศสื่อที่แข่งขันได้ และตอบโจทย์โลกยุคใหม่"

กว่าสิบปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทยเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบทีวีดิจิทัล การเกิดขึ้นของแพลตฟอร์มออนไลน์ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ทำให้การแข่งขันในโลกสื่อไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ในฐานะหนึ่งในผู้มีบทบาทสำคัญต่อการปฏิรูปกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ของประเทศไทย ดร.นที ศุกลรัตน์ อดีตกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มองว่า หากประเมินผลการดำเนินนโยบายทีวีดิจิทัลตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา การปฏิรูปครั้งนี้ไม่ใช่ความล้มเหลว หากแต่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ภูมิทัศน์สื่อไทยก้าวออกจากข้อจำกัดของระบบเดิม และวางรากฐานให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรีมากขึ้น

ดร.นที อธิบายว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบโทรทัศน์ดิจิทัลในเวลานั้น ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงการเปลี่ยนเทคโนโลยีการส่งสัญญาณจากระบบแอนะล็อกเป็นดิจิทัล หากแต่เป็นการปฏิรูปโครงสร้างกิจการโทรทัศน์ทั้งระบบ เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรี เพิ่มความหลากหลายของเนื้อหา และทำให้ทรัพยากรคลื่นความถี่ ซึ่งเป็นสมบัติของชาติ ถูกใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

เขามองว่า ก่อนยุคทีวีดิจิทัล ประเทศไทยมีจำนวนช่องโทรทัศน์จำกัด ภายใต้ระบบสัมปทานที่เปิดโอกาสให้ผู้เล่นเพียงไม่กี่ราย ขณะที่การเข้าสู่ระบบดิจิทัลได้เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการรายใหม่ สร้างการแข่งขันด้านคุณภาพรายการ และผลักดันให้ผู้ชมมีทางเลือกมากขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา

 

จาก "การปฏิรูปสื่อ" สู่ "การปฏิรูประบบนิเวศสื่อ"

ดร.นทีอธิบายว่า ความสำเร็จประการแรก คือการปฏิรูปสื่อจากระบบสัมปทานที่รัฐเป็นผู้ครอบครอง มาเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทอย่างกว้างขวาง ส่งผลให้สื่อโทรทัศน์มีความหลากหลายและแข่งขันกันด้วยคุณภาพมากกว่าข้อจำกัดด้านโครงสร้าง ขณะเดียวกัน การจัดระเบียบกิจการโทรทัศน์ผ่านระบบทีวีดิจิทัล ยังช่วยยกระดับมาตรฐานของอุตสาหกรรม ลดจำนวนผู้ประกอบการที่ขาดคุณภาพ และทำให้โทรทัศน์ดิจิทัลกลายเป็นสื่อหลักของประเทศในช่วงเวลาหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดคือความรวดเร็วของการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี การเติบโตของแพลตฟอร์มดิจิทัลและสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้ผู้ชมมีทางเลือกมากขึ้น และสามารถเลือกรับชมเนื้อหาได้ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านอุปกรณ์ที่หลากหลาย ความสะดวกสบายดังกล่าวทำให้บทบาทของโทรทัศน์เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่กระนั้น ดร.นทีเชื่อว่า ทีวีดิจิทัลไม่ได้กำลังเดินเข้าสู่ "ทางตัน" หากแต่กำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านอีกครั้งหนึ่ง โดยจุดเปลี่ยนสำคัญคือปี 2572 ซึ่งใบอนุญาตประกอบกิจการจะสิ้นสุดลง

สำหรับดร.นที ปี 2572 ไม่ใช่ "จุดรีเซ็ต" ที่ต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด แต่เป็นโอกาสในการออกแบบกติกาที่เหมาะสมกับภูมิทัศน์สื่อยุคใหม่ โดยยึดหลักว่า ผู้ประกอบการที่ปรับตัวได้ควรได้รับโอกาสแข่งขันต่อไป ภายใต้กฎเกณฑ์ที่ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับสภาพตลาดมากขึ้น

ดร.นทีเสนอว่า ระบบใหม่ควรลดข้อกำหนดที่ไม่จำเป็น และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเลือกแนวทางดำเนินธุรกิจได้ตามศักยภาพ ไม่ว่าจะเป็นการออกอากาศผ่านโครงข่ายภาคพื้นดิน การขยายสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ หรือการเป็นผู้ผลิตคอนเทนต์ที่เผยแพร่ผ่านหลายช่องทาง เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ผู้ชมให้ความสำคัญไม่ใช่แพลตฟอร์ม แต่คือคุณภาพและความน่าเชื่อถือของเนื้อหา

“การต่อยอดจากบทเรียนในอดีต จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถออกแบบระบบใบอนุญาตและระบบกำกับดูแลที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ลดภาระที่ไม่จำเป็นของผู้ประกอบการ และเปิดโอกาสให้เกิดรูปแบบธุรกิจใหม่ ๆ โดยไม่ละทิ้งหลักการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ” ดร.นที กล่าว

 

เมื่อโทรทัศน์ต้องแข่งขันกับโลกดิจิทัล กติกาก็ต้องเปลี่ยนตาม

ในมุมมองของเขา โทรทัศน์ยังคงมีบทบาทสำคัญต่อสังคมไทย โดยเฉพาะการทำหน้าที่เป็น "สื่อแห่งชาติ" ที่ประชาชนสามารถเชื่อถือได้ในยามเกิดวิกฤติหรือสถานการณ์สำคัญ ดังนั้น หนึ่งในบทบาทที่หน่วยงานกำกับดูแลควรให้ความสำคัญ คือการรับรองสถานะของผู้ประกอบการโทรทัศน์ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล ให้เป็นแหล่งข้อมูลที่มีมาตรฐานและได้รับความเชื่อถือจากสังคม ซึ่งจะช่วยสร้างความแตกต่างจากข้อมูลที่เผยแพร่บนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ยังขาดระบบตรวจสอบที่เข้มแข็ง

ขณะเดียวกัน เขาเห็นว่าการแข่งขันระหว่างโทรทัศน์ดิจิทัลกับแพลตฟอร์ม OTT และสื่อสังคมออนไลน์ จะเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมไม่ได้ หากยังใช้กฎเกณฑ์ที่แตกต่างกันเช่นในปัจจุบัน เพราะผู้ประกอบการโทรทัศน์ต้องอยู่ภายใต้ข้อกำหนดจำนวนมาก ขณะที่แพลตฟอร์มระดับโลกกลับมีภาระด้านกฎหมายและการกำกับดูแลน้อยกว่า

แนวทางที่เหมาะสมจึงมีอยู่สองทาง คือการเพิ่มการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลให้ใกล้เคียงกับสื่อดั้งเดิม หรือผ่อนคลายกฎเกณฑ์ของโทรทัศน์ลง เพื่อให้เกิดการแข่งขันบนพื้นฐานเดียวกัน นอกจากนี้ ยังควรผลักดันให้ผู้ให้บริการ OTT มีส่วนร่วมในการสนับสนุนการผลิตคอนเทนต์ไทย เช่นเดียวกับหลายประเทศในยุโรปและออสเตรเลีย ที่กำหนดให้แพลตฟอร์มต่างประเทศลงทุนใน Local Content หรือร่วมพัฒนาอุตสาหกรรมสื่อภายในประเทศ

สำหรับแนวคิด National Streaming Platform ดร.นทีเห็นว่า แม้จะเป็นแนวคิดที่น่าสนใจ แต่ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับการสร้างแพลตฟอร์มเพียงอย่างเดียว หากขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของผู้ประกอบการและคุณภาพของคอนเทนต์เป็นสำคัญ เพราะในโลกดิจิทัล การดึงดูดผู้ชมเข้าสู่แพลตฟอร์มต้องอาศัยทั้งเงินลงทุนและระบบนิเวศที่แข็งแรง ดังนั้น สิ่งที่ควรทำก่อนคือการสร้างผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันได้ด้วยตนเอง ก่อนจะผลักดันความร่วมมือในระดับประเทศ

 

จาก "Broadcast Regulator" สู่ "Media Regulator"

อีกประเด็นที่ ดร.นทีให้ความสำคัญ คือการปฏิรูปบทบาทของ กสทช. ให้สอดคล้องกับบริบทของโลกสื่อยุคใหม่ เขามองว่า โครงสร้างขององค์กรกำกับดูแลในปัจจุบันยังยึดโยงกับการกำกับกิจการโทรคมนาคมและกิจการกระจายเสียงในอดีต ขณะที่ความท้าทายในปัจจุบันกลับอยู่ที่การกำกับ "ระบบนิเวศสื่อดิจิทัล" ทั้งหมด

"การกำกับโครงสร้างพื้นฐานกำลังกลายเป็นเรื่องรอง แต่การกำกับสื่อและแพลตฟอร์มดิจิทัลกำลังเป็นเรื่องหลัก"

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเสนอให้ กสทช. ปรับบทบาทไปสู่การเป็น "Media Regulator" อย่างเต็มรูปแบบ ทำหน้าที่กำกับดูแลสื่อทุกประเภทภายใต้หลักเกณฑ์เดียวกัน พร้อมปรับระบบสรรหาและโครงสร้างองค์กรให้ได้ผู้มีความเชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมสื่อเข้ามาทำหน้าที่กำหนดนโยบายมากยิ่งขึ้น

ดร.นทียังเน้นย้ำว่า การปฏิรูปในระยะต่อไปไม่ควรเริ่มต้นจากการแก้ไขกฎหมายจำนวนมาก เพราะจะนำไปสู่ความซับซ้อนและความล่าช้า หากแต่ควรใช้กลไกที่เรียบง่าย ปรับกติกาเฉพาะส่วนที่จำเป็น และปล่อยให้การแข่งขันทำงานภายใต้กรอบที่เป็นธรรม

ท้ายที่สุด เขาเชื่อว่า ในอีกสิบปีข้างหน้า ภาพของอุตสาหกรรมโทรทัศน์จะเปลี่ยนไปอย่างมาก ผู้ประกอบการอาจไม่ได้ถูกเรียกว่า "สถานีโทรทัศน์" อีกต่อไป แต่เป็นผู้ผลิตและเผยแพร่คอนเทนต์ที่เชื่อมโยงผู้ชมผ่านหลากหลายแพลตฟอร์ม สิ่งที่จะกำหนดความสำเร็จจึงไม่ใช่จำนวนช่อง หรือจำนวนคลื่นความถี่ หากคือความสามารถในการสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ และสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล

ดังนั้น อนาคตของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว หากขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ของภาครัฐและหน่วยงานกำกับดูแลในการออกแบบระบบที่สร้างสมดุลระหว่างผู้ประกอบการ ประชาชน และประโยชน์สาธารณะ

"เป้าหมายของการกำกับดูแล ไม่ใช่การควบคุมอุตสาหกรรม แต่คือการทำให้อุตสาหกรรมเติบโตได้อย่างมีคุณภาพ ขณะเดียวกันประชาชนก็ได้รับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง และประเทศมีระบบสื่อที่เข้มแข็ง มีการแข่งขันที่เป็นธรรม และสามารถทำหน้าที่รับใช้สังคมได้อย่างยั่งยืน"

สำหรับ ดร.นที นั่นคือความหมายที่แท้จริงของการปฏิรูปสื่อในทศวรรษต่อไป และเป็นโจทย์สำคัญที่ประเทศไทยควรเริ่มลงมือทำตั้งแต่วันนี้ ก่อนที่ปี 2572 จะมาถึง


Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้