ถ้าประเทศไม่มีโรดแมป เราอาจไม่ได้สูญเสียแค่อุตสาหกรรมทีวี แต่กำลังสูญเสียอธิปไตยด้านการสื่อสาร : สุทนต์ กล้าการขาย

Last updated: 16 ต.ค. 2569  |  76 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ถ้าประเทศไม่มีโรดแมป เราอาจไม่ได้สูญเสียแค่อุตสาหกรรมทีวี แต่กำลังสูญเสียอธิปไตยด้านการสื่อสาร : สุทนต์ กล้าการขาย

Hybrid Model ทางรอดทีวีไทยในโลกที่แพลตฟอร์มต่างชาติครองอำนาจ

“ถ้าประเทศไม่มีโรดแมป เราอาจไม่ได้สูญเสียแค่อุตสาหกรรมทีวี แต่กำลังสูญเสียอธิปไตยด้านการสื่อสาร”


มุมมองจาก นายสุทนต์ กล้าการขาย


สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มสื่อสารมวลชน และประธานอนุกรรมาธิการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์


ในช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทยกำลังนับถอยหลังสู่ปี 2572 ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดของใบอนุญาตทีวีดิจิทัล คำถามสำคัญไม่ได้อยู่เพียงว่า “ทีวีไทยจะอยู่รอดหรือไม่” หากแต่เป็นคำถามที่ใหญ่กว่านั้น คือ ประเทศไทยจะออกแบบระบบสื่อสารมวลชนของตนเองอย่างไร ท่ามกลางคลื่นการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่ถาโถมเข้ามาอย่างรวดเร็ว

สำหรับนายสุทนต์ กล้าการขาย ผู้ทำงานในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติและติดตามความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมสื่อมาอย่างใกล้ชิด เขามองว่าวันนี้อุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทยกำลังอยู่ในช่วง “ประคับประคองตัวเพื่อความอยู่รอด” ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์สื่อที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์

ในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา การเปลี่ยนผ่านไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจากระบบอนาล็อกสู่ดิจิทัลเท่านั้น แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านจากโลกของสื่อกระจายเสียงและโทรทัศน์ ไปสู่โลกของแพลตฟอร์มดิจิทัลและ OTT ที่เข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมการรับรู้ข่าวสารของผู้คนอย่างสิ้นเชิง

“สื่อสิ่งพิมพ์แทบไม่มีที่ยืนแล้ว วิทยุกำลังเผชิญความท้าทายอย่างหนัก ส่วนโทรทัศน์เป็นอุตสาหกรรมที่ลงทุนสูง ใช้ทั้งบุคลากร เทคโนโลยี และระบบโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก จึงได้รับผลกระทบในวงกว้างกว่าสื่อประเภทอื่น” นายสุทนต์ กล่าว

และความเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ไม่ได้กระทบเฉพาะผู้ประกอบการ แต่ยังส่งผลต่อห่วงโซ่อุตสาหกรรมทั้งหมด ตั้งแต่ผู้ผลิตเนื้อหา ผู้โฆษณา ผู้ให้บริการโครงข่าย ไปจนถึงประชาชนผู้รับสาร

 

ทีวี คือโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารของประเทศ

แม้หลายคนจะมองปัญหาของทีวีดิจิทัลผ่านมิติทางเศรษฐกิจเป็นหลัก แต่สำหรับ นายสุทนต์ สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือบทบาทของโทรทัศน์ในฐานะ “โครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารสาธารณะ”

เขาตั้งคำถามว่า หากวันหนึ่งประเทศไทยพึ่งพาแต่แพลตฟอร์มออนไลน์ทั้งหมด เมื่อเกิดภัยพิบัติ เหตุฉุกเฉิน หรือวิกฤตระดับชาติ ประเทศจะใช้เครื่องมือใดสื่อสารกับประชาชนอย่างทั่วถึงและน่าเชื่อถือ

“สิ่งที่ผมห่วงที่สุดคือการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนในยามวิกฤต เราจะใช้ระบบอะไรในการแจ้งเตือนภัย การสื่อสารฉุกเฉิน หรือการช่วยเหลือประชาชน”

สิ่งสำคัญที่สุดของโทรทัศน์ภาคพื้นดิน คือการมีบทบาทในฐานะบริการสาธารณะที่ประชาชนเข้าถึงได้ฟรี และเป็นกลไกที่ช่วยรักษาความมั่นคงด้านข้อมูลข่าวสารของประเทศ

 

ปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่ “กฎหมายวิ่งตามเทคโนโลยีไม่ทัน”

จากการศึกษาข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบการ สมาคมวิชาชีพ และหน่วยงานกำกับดูแล นายสุทนต์พบว่า หนึ่งในปัญหาสำคัญที่สุดของอุตสาหกรรมคือ ความไม่สมดุลระหว่างการพัฒนาเทคโนโลยีกับระบบกฎหมาย

เขามองว่า ผู้ประกอบการโทรทัศน์ต้องแบกรับต้นทุนจำนวนมาก ทั้งค่าใบอนุญาต ค่าโครงข่าย และการกำกับดูแลด้านเนื้อหา ขณะที่แพลตฟอร์มออนไลน์จำนวนมากสามารถเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยโดยแทบไม่มีภาระในลักษณะเดียวกัน

“วันนี้ทีวีดิจิทัลถูกกำกับอย่างเข้มงวด มีใบอนุญาต มีบทลงโทษ มีมาตรฐานวิชาชีพ แต่แพลตฟอร์มออนไลน์จำนวนมากไม่ได้อยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน”

เขายกตัวอย่างว่า เนื้อหาบางประเภทที่ไม่สามารถเผยแพร่ผ่านโทรทัศน์ได้ กลับปรากฏอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างเปิดเผยโดยไม่มีการกำกับดูแลที่เท่าเทียมกัน

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการแข่งขัน และส่งผลต่อความสามารถในการอยู่รอดของผู้ประกอบการไทยในระยะยาว

 

หากไม่มีโรดแมป ประเทศอาจสูญเสีย “อธิปไตยการสื่อสาร”

ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ นายสุทนต์เปิดเผยว่า ได้เข้ามาผลักดันให้มีการศึกษาอนาคตของทีวีดิจิทัลหลังปี 2572 อย่างต่อเนื่อง พร้อมยื่นกระทู้ถามและเสนอญัตติต่อรัฐบาลเกี่ยวกับแนวทางรองรับอุตสาหกรรมในอนาคต

เหตุผลสำคัญไม่ใช่เพียงเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ แต่เพราะเห็นว่าหากไม่มีโรดแมปที่ชัดเจน ประเทศไทยอาจเผชิญความเสี่ยงที่ใหญ่กว่าปัญหาทางธุรกิจ

“ถ้าไม่มีโรดแมป นักลงทุนจะขาดความเชื่อมั่น แต่ที่น่าห่วงกว่านั้นคือประเทศไทยจะสูญเสียอธิปไตยด้านการสื่อสารให้กับแพลตฟอร์มต่างชาติ”

เขาชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันคนไทยกว่า 60 ล้านคน ใช้โทรศัพท์มือถือมากกว่า 120 ล้านเครื่อง ซึ่งเป็นช่องทางสำคัญการรับข้อมูลข่าวสาร แต่แทบไม่มีแพลตฟอร์มสื่อขนาดใหญ่ที่เป็นของประเทศไทยเองเลย ขณะที่การรับรู้ข่าวสารจำนวนมากถูกกำหนดโดยอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มต่างประเทศ ซึ่งรัฐไทยแทบไม่มีอำนาจกำกับดูแล

“แม้เรามีช่องทางสื่อสารจำนวนมาก แต่สิ่งสำคัญคือความน่าเชื่อถือ ความถูกต้องของข้อมูล เพราะช่องทางออนไลน์ คุณสามารถใช้เงินซื้อโฆษณาเพื่อให้คนเห็นจำนวนมากได้ คำถามคือ ประชาชนจะเชื่อถืออะไรได้บ้าง” นายสุทนต์กล่าว

 

Hybrid Model คือทางรอดที่เป็นไปได้มากที่สุด

แม้จะยอมรับว่าโลกกำลังเคลื่อนเข้าสู่ยุคออนไลน์เต็มรูปแบบ แต่ นายสุทนต์ ไม่เชื่อว่าประเทศไทยควรละทิ้งระบบโทรทัศน์ภาคพื้นดินอย่างสิ้นเชิง

เขาเปรียบเทียบว่า เช่นเดียวกับรถยนต์ไฮบริดที่ใช้งานได้ทั้งน้ำมันและไฟฟ้า อุตสาหกรรมสื่อก็ควรพัฒนาไปสู่ “Hybrid Model” ที่ผสานข้อดีของทั้งโทรทัศน์และแพลตฟอร์มออนไลน์เข้าด้วยกัน

“ทีวีต้องรักษาความแข็งแรงของการออกอากาศภาคพื้นดินเอาไว้ ขณะเดียวกันก็ต้องขยายตัวไปสู่ OTT และแพลตฟอร์มออนไลน์ควบคู่กันไป รวมถึงการทำกิจกรรมร่วมกับชุมชน”

เขาเชื่อว่า จุดแข็งสำคัญที่สุดของโทรทัศน์ยังคงเป็น “ความน่าเชื่อถือ” ซึ่งเกิดจากกระบวนการกลั่นกรองข่าวสาร ระบบกองบรรณาธิการ และความรับผิดชอบต่อสาธารณะ

ในขณะที่โลกออนไลน์มีความรวดเร็วและเข้าถึงผู้คนได้จำนวนมาก โทรทัศน์ยังคงเป็นพื้นที่ที่ผู้ชมจำนวนไม่น้อยใช้เป็นแหล่งอ้างอิงข้อมูลที่เชื่อถือได้

 

ไม่จำเป็นต้องมีช่องจำนวนมาก แต่ต้องมีคอนเทนต์ที่มีคุณค่า



เมื่อพูดถึงโครงสร้างอุตสาหกรรมในอนาคต นายสุทนต์มองว่า จำนวนช่องโทรทัศน์ไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สุด

สิ่งที่ควรให้ความสำคัญคือคุณภาพและความหลากหลายของเนื้อหา

เขาเสนอว่า อุตสาหกรรมควรปรับวิธีคิดจากการแข่งขันเรื่องจำนวนช่อง มาเป็นการแข่งขันด้วยคอนเทนต์ โดยอาจจัดกลุ่มช่องตามประเภทเนื้อหา เช่น ข่าว วัฒนธรรม กีฬา หรือความบันเทิง เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการให้บริการประชาชน

“จำนวนช่องไม่จำเป็นต้องมาก แต่ต้องเป็นช่องที่ประชาชนสามารถฝากความหวังและเชื่อถือได้”

สำหรับฉากทัศน์หลังปี 2572 ดร.สุทนต์เสนอว่า ทางออกที่เป็นไปได้มากที่สุดในระยะสั้น คือการต่ออายุใบอนุญาตให้ผู้ประกอบการเดิมออกไปอีก 5 ปี โดยไม่เพิ่มภาระค่าใช้จ่ายใหม่

ข้อเสนอในการต่อใบอนุญาตจะช่วยให้อุตสาหกรรมมีเวลาปรับตัว รับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และเปิดโอกาสให้ภาครัฐพัฒนากฎหมายและกติกาใหม่ให้ทันกับโลกยุคดิจิทัล

“เราไม่ควรปล่อยให้อุตสาหกรรมเผชิญความไม่แน่นอนในช่วงที่กำลังเปลี่ยนผ่าน”

ในช่วงท้ายของบทสนทนา นายสุทนต์ย้ำว่า อนาคตของอุตสาหกรรมสื่อไทยไม่ควรเลือกข้างระหว่างโทรทัศน์กับออนไลน์ แต่ต้องออกแบบให้ทั้งสองระบบเดินไปด้วยกัน ขณะเดียวกัน ภาครัฐต้องสร้างกติกาที่เป็นธรรมกับทุกแพลตฟอร์ม และรักษาความสามารถในการสื่อสารกับประชาชนในยามวิกฤต

หากประเทศไทยจำเป็นต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานใหม่ สิ่งสำคัญมากกว่าการมี National Media Platform คือการสร้างระบบ Cloud Infrastructure, Data Center, AI ของภาครัฐ รวมถึงการมีระบบแจ้งเตือนภัยแห่งชาติ เพื่อรองรับการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนในอนาคต

“ผมไม่ได้ต้องการรักษาโทรทัศน์ไว้เพียงเพราะเป็นธุรกิจ แต่ต้องการให้โทรทัศน์ยังเป็นเสาหลักของการสื่อสารด้านภาพและเสียงของประเทศ และเป็นสื่อสาธารณะที่มีประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน”

ในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นายสุทนต์มองว่า ความท้าทายที่แท้จริงไม่ใช่การเลือกระหว่างทีวีหรือออนไลน์ แต่คือการสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรม ความมั่นคงทางข้อมูลข่าวสาร และประโยชน์สาธารณะ เพื่อให้การสื่อสารของไทยสามารถก้าวทันอนาคต โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง




 

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้