จากยุคโฆษณาสู่ยุคสมาชิก : นวมินทร์ ประสพเนตร

Last updated: 27 ก.ย. 2569  |  32 จำนวนผู้เข้าชม  | 

จากยุคโฆษณาสู่ยุคสมาชิก : นวมินทร์ ประสพเนตร

จากยุคโฆษณาสู่ยุคสมาชิก

“อนาคตของทีวีไทยไม่ได้อยู่ที่แพลตฟอร์ม แต่อยู่ที่โมเดลธุรกิจที่ตอบโจทย์ผู้ชม”


มุมมองจาก นวมินทร์ ประสพเนตร

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โมโน เน็กซ์ จำกัด (มหาชน)


หากมองการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทยผ่านสายตาของผู้ประกอบการหลายราย หลายคนอาจเริ่มต้นด้วยคำว่า "การแข่งขัน" หรือ "เทคโนโลยี" แต่สำหรับ  นวมินทร์ ประสพเนตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โมโน เน็กซ์ จำกัด (มหาชน) การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดกลับไม่ใช่เรื่องของแพลตฟอร์ม หากแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงของ "โมเดลธุรกิจ"

เขามองว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมสื่อทั่วโลก ไม่ใช่การสิ้นสุดของโทรทัศน์ แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านจากระบบที่พึ่งพารายได้จากโฆษณาเพียงอย่างเดียว ไปสู่โมเดลที่ผู้ชมยินดีจ่ายเงินเพื่อแลกกับคอนเทนต์คุณภาพ

"เราไม่ได้กำลังเปลี่ยนจากทีวีไปเป็น OTT แต่กำลังเปลี่ยนจาก Advertising Economy ไปสู่ Subscription Economy" ในมุมมองของเขา การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นปรากฏการณ์ระดับโลก และประเทศไทยก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้"

 

จุดเปลี่ยนของ MONO เมื่อคอนเทนต์ต่างประเทศเปลี่ยนเกม

นวมินทร์ย้อนกลับไปถึงช่วงเริ่มต้นของทีวีดิจิทัล ซึ่ง MONO ประสบความสำเร็จจากการเป็นสถานีโทรทัศน์ที่มีจุดแข็งด้านภาพยนตร์และซีรีส์ต่างประเทศ ตลอดระยะเวลากว่า 7-8 ปี โมเดลดังกล่าวสามารถสร้างฐานผู้ชมได้อย่างต่อเนื่อง แต่หลังสถานการณ์โควิด-19 เขาเริ่มมองเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

เจ้าของลิขสิทธิ์ระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น HBO, Disney หรือค่ายภาพยนตร์ฮอลลีวูด ต่างทยอยเปิดบริการสตรีมมิ่งของตนเองในประเทศไทย ทำให้คอนเทนต์ที่เคยเป็นจุดแข็งของสถานีโทรทัศน์ไทยค่อย ๆ หายไปจากตลาด

ขณะเดียวกัน เม็ดเงินโฆษณาในอุตสาหกรรมโทรทัศน์ก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง

"เราเห็นสัญญาณตั้งแต่หลายปีก่อนว่าถ้ายังใช้โมเดลเดิม สุดท้ายก็จะเดินไปถึงทางตัน"

MONO จึงเริ่มพัฒนาแพลตฟอร์ม MONOMAX อย่างจริงจัง พร้อมวางแผนสร้างธุรกิจ OTT ควบคู่กับธุรกิจโทรทัศน์ภาคพื้นดิน

หลายคนมองว่าการได้ลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกคือความสำเร็จครั้งใหญ่ของ MONOMAX Sports นวมินทร์อธิบายว่า สิ่งสำคัญกว่าลิขสิทธิ์ฟุตบอล คือการเปลี่ยนตำแหน่งทางธุรกิจขององค์กร จากเดิมที่ MONO แข่งขันในตลาดภาพยนตร์และซีรีส์ กลายเป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์มกีฬาพรีเมียม

"เราไม่ได้ซื้อลิขสิทธิ์กีฬาเพราะอยากได้ฟุตบอล แต่เพราะกำลังมองหาคอนเทนต์ที่แตกต่าง และสามารถสร้างคุณค่าให้กับแพลตฟอร์มของเรา"

นวมินทร์เชื่อว่ากีฬา โดยเฉพาะพรีเมียร์ลีก เป็น Premium Content ที่ยังไม่มีสิ่งใดเข้ามาทดแทนได้ และเป็น "แม่เหล็ก" สำคัญในการสร้างฐานสมาชิก พรีเมียร์ลีกจึงไม่ใช่จุดจบของกลยุทธ์ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างระบบนิเวศใหม่ของ MONOMAX

 

คอนเทนต์ที่ดี คือสิ่งที่ผู้ชมพร้อมจ่าย

ผู้บริหาร MONOMAX มองว่า พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ผู้ชมในปัจจุบันไม่ได้เลือกแพลตฟอร์มก่อน แต่เลือก "คอนเทนต์" หากคอนเทนต์มีคุณค่า ตรงกับความต้องการ และสร้างประสบการณ์ที่ดี ผู้ชมพร้อมที่จะสมัครสมาชิก

"คนไทยไม่ได้ไม่อยากจ่ายเงิน แต่จะจ่ายเมื่อเห็นว่าคอนเทนต์นั้นคุ้มค่าจริง" นวมินทร์กล่าว

แนวคิดนี้ทำให้ MONOMAX เปลี่ยนบทบาทจากผู้รวบรวมคอนเทนต์ต่างประเทศ ไปสู่การสร้าง Original Content และการลงทุนในลิขสิทธิ์ที่แตกต่างจากผู้เล่นรายอื่น

เป้าหมายระยะยาว คือการสร้างแพลตฟอร์ม OTT ของคนไทย ที่สามารถแข่งขันได้ด้วยคุณภาพของคอนเทนต์ มากกว่าการแข่งขันด้านราคา

แม้ MONO จะวาง OTT เป็นยุทธศาสตร์หลัก แต่นวมินทร์ยืนยันว่า โทรทัศน์ภาคพื้นดินยังมีความจำเป็น อย่างไรก็ตาม เขาเห็นว่าบทบาทของฟรีทีวีในอนาคตควรชัดเจนมากขึ้น

สำหรับเขา โทรทัศน์ภาคพื้นดินควรทำหน้าที่เป็น Public Service Platform ที่เข้าถึงประชาชนทุกกลุ่ม ถ่ายทอดข่าวสาร ความรู้ และคอนเทนต์ที่สร้างประโยชน์ต่อสังคม ขณะที่คอนเทนต์พรีเมียมซึ่งมีต้นทุนสูง ควรขับเคลื่อนด้วยโมเดลสมาชิก MONO เองพยายามสร้างความสมดุลระหว่างสองระบบนี้

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการถ่ายทอดการแข่งขันฟุตบอลโลก หรือการแข่งขันกีฬาสำคัญบางรายการ ที่ยังเปิดโอกาสให้ประชาชนได้รับชมผ่านฟรีทีวี ขณะเดียวกันก็ใช้ OTT เป็นพื้นที่สำหรับคอนเทนต์แบบ Premium Experience

 

OTT แห่งชาติ...โจทย์ไม่ได้อยู่ที่แพลตฟอร์ม

เมื่อกล่าวถึงแนวคิด National Media Platform นวมินทร์มองว่า สิ่งที่หลายฝ่ายกำลังถกเถียง อาจไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สุด เพราะการสร้างแพลตฟอร์มไม่ใช่เรื่องยาก ผู้ประกอบการไทยแทบทุกแห่งมี OTT ของตนเองอยู่แล้ว คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ "จะสร้างแพลตฟอร์มหรือไม่" แต่คือ "จะมีคอนเทนต์อะไรอยู่บนแพลตฟอร์มนั้น"

"เทคโนโลยีไม่ใช่ปัญหา ปัญหาคือ Business Model และความร่วมมือ"

เขาเห็นว่า หากภาครัฐจะผลักดัน National Platform สิ่งที่ต้องตอบให้ได้ก่อน คือคุณค่าที่ผู้ประกอบการจะได้รับ และแรงจูงใจที่จะทำให้ทุกฝ่ายเข้ามาร่วมมือกัน

อีกประเด็นหนึ่งที่สะท้อนภาพของอุตสาหกรรมสื่อในไทยอย่างชัดเจน คือความเหลื่อมล้ำของระบบกำกับดูแล ในขณะที่สถานีโทรทัศน์อยู่ภายใต้กฎหมาย การกำกับเนื้อหา และภาระทางภาษีอย่างเข้มงวด แพลตฟอร์มดิจิทัลระดับโลกกลับดำเนินธุรกิจภายใต้เงื่อนไขที่แตกต่าง

เขามองว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การแข่งขันกับต่างประเทศ แต่เป็นการแข่งขันภายใต้กติกาที่ไม่เท่าเทียม นอกจากนี้ ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญต่ออุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทย หากไม่มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ผู้ผลิตจะขาดแรงจูงใจในการลงทุนสร้างคอนเทนต์คุณภาพ และท้ายที่สุดจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของเจ้าของลิขสิทธิ์จากต่างประเทศที่มีต่อประเทศไทย

"ถ้าเราปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาไม่ได้ ก็ไม่มีใครกล้าลงทุนผลิตคอนเทนต์คุณภาพ" นวมินทร์ระบุ

 

ผู้ชมคือศูนย์กลางของทุกการเปลี่ยนแปลง

เมื่อถูกถามถึงอนาคตของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทยในอีก 5-10 ปีข้างหน้า นวมินทร์ไม่ได้เริ่มต้นจากการพูดถึงเทคโนโลยี หากแต่ย้อนกลับมาที่ผู้ชม เขาเชื่อว่า ไม่ว่าแพลตฟอร์มจะเปลี่ยนไปอย่างไร หัวใจของธุรกิจสื่อยังคงเหมือนเดิม คือการสร้างคอนเทนต์ที่ผู้ชมต้องการ ผู้ประกอบการต้องยอมรับว่าการฝืนพฤติกรรมผู้บริโภคเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ สิ่งที่ทำได้ คือเข้าใจการเปลี่ยนแปลง และปรับตัวให้เร็วกว่าตลาด

"เทคโนโลยีเปลี่ยน เราฝืนไม่ได้ ผู้ผลิตคอนเทนต์ต้องเปลี่ยนตาม"

ในมุมมองของเขา โทรทัศน์ไทยยังมีอนาคต หากสามารถรักษาความน่าเชื่อถือของแบรนด์ไว้ได้ พร้อมพัฒนาโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืน และสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณค่าให้ผู้ชมยินดีจ่ายเพื่อรับชม

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Broadcast หรือ OTT สิ่งที่ทำให้ผู้ชมเลือกติดตาม ไม่ใช่ชื่อของแพลตฟอร์ม แต่คือคุณภาพของเนื้อหา และความสามารถในการตอบโจทย์ชีวิตของผู้ชมในแต่ละยุคสมัย

และนั่นคือเหตุผลที่ MONO เลือกเปลี่ยนตัวเองจาก "สถานีโทรทัศน์" ไปสู่ "ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มคอนเทนต์" ที่พร้อมเติบโตไปกับพฤติกรรมของผู้ชมในอนาคต โดยไม่ยึดติดกับข้อจำกัดของรูปแบบการรับชมแบบเดิม


ทีวีดิจิทัลเพื่อสาธารณะ OTT เพื่อการเติบโตของธุรกิจ

เมื่อมองไปข้างหน้า นวมินทร์เชื่อว่า โทรทัศน์ดิจิทัลจะยังคงมีบทบาทสำคัญในระบบสื่อไทย แต่บทบาทดังกล่าวอาจเปลี่ยนจากการแข่งขันเชิงพาณิชย์ ไปสู่การทำหน้าที่เพื่อประโยชน์สาธารณะมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการเป็นช่องทางสื่อสารที่เข้าถึงประชาชนในวงกว้าง และเผยแพร่คอนเทนต์ที่สร้างคุณค่าต่อสังคม ขณะที่การสร้างรายได้จากคอนเทนต์พรีเมียมจะขับเคลื่อนผ่านแพลตฟอร์ม OTT ซึ่งจะกลายเป็นกลยุทธ์หลักของผู้ประกอบการในอนาคต

สำหรับ MONO การปรับตัวได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ภายใต้จุดยืนใหม่ที่ใช้ "กีฬา" เป็นหัวใจของการดำเนินธุรกิจ ควบคู่กับการทำหน้าที่เพื่อสาธารณะ เขามองว่า กีฬาไม่ใช่เพียงคอนเทนต์เพื่อความบันเทิง แต่เป็นเครื่องมือในการส่งเสริมสุขภาพ สร้างแรงบันดาลใจ และเชื่อมโยงผู้คนทั้งประเทศเข้าด้วยกัน ดังเช่นการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกในอดีต หรือการแข่งขันพรีเมียร์ลีกในปัจจุบัน ที่ยังคงเปิดพื้นที่ให้คนไทยได้รับชมคู่สำคัญผ่านฟรีทีวี เพื่อให้ประชาชนทั่วประเทศสามารถเข้าถึงมหกรรมกีฬาระดับโลกได้อย่างทั่วถึง

"เราเชื่อว่าทีวีดิจิทัลยังควรอยู่ต่อ แต่ควรอยู่ในบทบาทที่สร้างประโยชน์ให้กับสังคมมากขึ้น ขณะที่คอนเทนต์พรีเมียมสามารถเติบโตบนระบบสมาชิกได้ ทั้งสองระบบสามารถอยู่ร่วมกันและเกื้อหนุนกันได้"

สำหรับนวมินทร์ อนาคตของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทยจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครจะเป็นเจ้าของแพลตฟอร์ม หากแต่อยู่ที่การสร้างระบบนิเวศของสื่อที่ทุกฝ่ายสามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม มีการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจัง และสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยสามารถลงทุนผลิตคอนเทนต์คุณภาพได้อย่างยั่งยืน เพราะท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะรับชมผ่านโทรทัศน์หรือ OTT เป้าหมายสูงสุดยังคงเหมือนเดิม คือการทำให้ประชาชนได้รับคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ เข้าถึงได้ และเป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยในระยะยาว

 

 

 

 


 

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้