จากยุค Broadcast สู่โลก My Time : วิบูลย์ ลีรัตนขจร

Last updated: 27 ก.ย. 2569  |  8 จำนวนผู้เข้าชม  | 

จากยุค Broadcast สู่โลก My Time : วิบูลย์ ลีรัตนขจร

จากยุค Broadcast สู่โลก My Time



“โจทย์ของทีวีไทยวันนี้ไม่ใช่การแข่งขันกันเอง แต่คือการพาคอนเทนต์ไทยไปแข่งขันกับทั้งโลก”

มุมมองจาก วิบูลย์ ลีรัตนขจร

หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร สายธุรกิจโทรทัศน์ บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน)



หากย้อนกลับไปเมื่อปี 2557 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของยุคทีวีดิจิทัลในประเทศไทย หลายคนอาจมองว่านั่นคือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทย แต่ในมุมมองของ วิบูลย์ ลีรัตนขจร หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร สายธุรกิจโทรทัศน์ บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) การเปลี่ยนผ่านจากระบบอนาล็อกสู่ดิจิทัลเป็นเพียง "คลื่นลูกแรก" ของความเปลี่ยนแปลงเท่านั้น

สิ่งที่เปลี่ยนอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง คือการมาถึงของเทคโนโลยีดิจิทัลและแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งเข้ามาเปลี่ยนวิธีคิด วิธีดู และวิธีใช้เวลาของผู้คนอย่างสิ้นเชิง

วิบูลย์ เปรียบเทียบว่า หากการประมูลทีวีดิจิทัลคือ "น้ำท่วมใหญ่" ที่ทำให้อุตสาหกรรมต้องเผชิญการแข่งขันสูงเกินความจำเป็น เทคโนโลยีและ OTT ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือ "สึนามิ" ที่เปลี่ยนภูมิทัศน์ของอุตสาหกรรมทั้งระบบ

“ตอนประมูลทีวีดิจิทัล เรายังพูดถึง Prime Time กันอยู่เลย ไม่มีใครคิดว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้า คนดูจะเปลี่ยนจาก Prime Time ไปเป็น My Time”

ในอดีต โทรทัศน์กำหนดเวลาของผู้ชม ผู้คนต้องเปิดจอในช่วงเวลาเดียวกันเพื่อรับชมรายการโปรด แต่ปัจจุบัน ผู้ชมเป็นผู้กำหนดเวลาเอง สามารถเลือกรับชมเนื้อหาที่ต้องการ เมื่อไรก็ได้ ผ่านอุปกรณ์ใดก็ได้ การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแพลตฟอร์ม แต่คือการเปลี่ยนพฤติกรรมของมนุษย์

 

เมื่อเวลาของคนยังเท่าเดิม แต่สื่อมีเพิ่มขึ้น

วิบูลย์มองว่า แก่นแท้ของการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมสื่อ ไม่ได้อยู่ที่จำนวนช่องโทรทัศน์ หรือจำนวนแพลตฟอร์มที่เพิ่มขึ้น แต่อยู่ที่ความจริงข้อหนึ่งซึ่งไม่เคยเปลี่ยน นั่นคือ "เวลาของคนมีเท่าเดิม"

ในขณะที่ข้อมูล ข่าวสาร ความบันเทิง และคอนเทนต์จากทั่วโลกเพิ่มขึ้นทุกวัน เวลาของผู้ชมกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม

“ทุกวันนี้เราไม่ได้แข่งขันกันแค่กับช่องทีวีด้วยกัน แต่แข่งขันกับ YouTube, Facebook, Instagram, TikTok, Netflix รวมถึงคอนเทนต์จากทุกมุมโลกที่อยู่ในโทรศัพท์มือถือ”

เขามองว่า โลกปัจจุบันกลายเป็น "One World of Information" อย่างสมบูรณ์ ผู้ชมสามารถเข้าถึงเนื้อหาจากประเทศใดก็ได้ตลอด 24 ชั่วโมง นี่คือความเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์สื่อ

 

จาก Prime Time สู่ My Time

สำหรับ BEC และช่อง 3 การปรับตัวไม่ได้เริ่มต้นในวันที่ OTT เติบโตขึ้น แต่เริ่มต้นมาต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยยุทธศาสตร์สำคัญขององค์กร คือการเปลี่ยนวิธีคิดจากการสร้างคอนเทนต์สำหรับ Prime Time ไปสู่การสร้างคอนเทนต์ที่สามารถเดินทางไปอยู่ใน My Time ของผู้ชมได้

“วันนี้เราไม่ได้คิดแค่ว่าจะทำอย่างไรให้คนดูในช่วงเวลาออกอากาศ แต่คิดว่าจะทำอย่างไรให้คอนเทนต์มีชีวิตอยู่ต่อในทุกแพลตฟอร์ม หน้าที่ของผู้ผลิตคอนเทนต์ในยุคใหม่ คือการทำความเข้าใจทั้งเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภค แล้วนำสองสิ่งนี้มาหลอมรวมกันเป็นยุทธศาสตร์การผลิตเนื้อหา” วิบูลย์ กล่าว

หนึ่งในตัวอย่างของการปรับตัวเชิงยุทธศาสตร์ที่วิบูลย์กล่าวถึง คือการเติบโตของคอนเทนต์ประเภท GL (Girl Love) ซึ่งความสำเร็จของคอนเทนต์กลุ่มนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลจากการเข้าใจพฤติกรรมผู้ชมยุคใหม่ และความเปลี่ยนแปลงของสังคมที่เปิดกว้างมากขึ้น

นอกจากนี้ BEC ยังขยายบทบาทจากผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ ไปสู่การบริหารศิลปิน การจัดอีเวนต์ และการสร้างประสบการณ์ร่วมระหว่างคอนเทนต์กับแฟนคลับ

“วันนี้คอนเทนต์ไม่ได้จบแค่บนหน้าจอ แต่ต่อยอดไปสู่กิจกรรม อีเวนต์ และธุรกิจใหม่ ๆ ได้”

ในมุมมองของเขา Soft Power ไม่ใช่เพียงการส่งออกละครหรือซีรีส์ แต่คือการนำอัตลักษณ์ของไทยเดินทางไปอยู่บนเวทีระดับโลก ผ่านเรื่องราว ศิลปิน และวัฒนธรรมร่วมสมัย

 

คอนเทนต์ไทยแข่งขันได้ ถ้าได้รับการสนับสนุน

แม้จะยอมรับว่าการแข่งขันกับแพลตฟอร์มระดับโลกเป็นเรื่องท้าทาย แต่วิบูลย์เชื่อมั่นว่า คอนเทนต์ไทยยังมีศักยภาพที่จะเติบโตในระดับสากล

เขาเปรียบเทียบว่า การแข่งขันระหว่างผู้ผลิตคอนเทนต์ไทยกับผู้ผลิตระดับโลก ไม่ต่างจากฟุตบอลไทยกับพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ทั้งงบประมาณ การลงทุน และระบบสนับสนุนแตกต่างกันหลายเท่าตัว แต่ถึงอย่างนั้น เขายังคงเชื่อในศักยภาพของคนไทย

“ผมเชื่อในความสามารถของคนไทย เชื่อในอัตลักษณ์ของไทย เหมือนที่เราเคยทำให้อาหารไทย มวยไทย หรือภาพยนตร์ไทยเป็นที่รู้จักในระดับโลกมาแล้ว”

สิ่งที่ประเทศไทยขาดไม่ใช่ความสามารถ แต่คือ "ความต่อเนื่อง"

ขณะที่หลายประเทศวางยุทธศาสตร์พัฒนาอุตสาหกรรมคอนเทนต์เป็นระยะเวลา 10–20 ปี ประเทศไทยกลับมีช่วงที่เดินหน้าและหยุดชะงักสลับกันไป ทำให้ไม่สามารถต่อยอดศักยภาพได้เต็มที่

 

ฟรีทีวียังไม่ตาย เพราะความน่าเชื่อถือยังมีคุณค่า

แม้พฤติกรรมผู้ชมจะเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว แต่วิบูลย์ยังเชื่อว่า โทรทัศน์ภาคพื้นดินมีความจำเป็นต่อสังคมไทยโดยเฉพาะในฐานะ "สื่อสาธารณะระดับประเทศ" ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพราะ“ฟรีทีวีคือสิทธิพื้นฐานของประชาชน”

เขามองว่า สิ่งที่ทำให้ฟรีทีวียังมีคุณค่า ไม่ใช่เพราะรูปแบบการส่งสัญญาณ แต่คือมาตรฐานของเนื้อหา ความน่าเชื่อถือ และระบบกำกับดูแลที่ทำให้ผู้ชมมั่นใจได้ว่าข้อมูลที่ได้รับผ่านการกลั่นกรองมาแล้ว

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารจำนวนมหาศาลไหลผ่านหน้าจอมือถือทุกวัน ความน่าเชื่อถือจึงกลายเป็นสินทรัพย์สำคัญของอุตสาหกรรมโทรทัศน์

สิ่งสำคัญ คือบทบาทของภาครัฐในอนาคตควรเปลี่ยนจากการกำกับดูแลเพียงอย่างเดียว ไปสู่การสนับสนุนและพัฒนาอุตสาหกรรมให้สามารถแข่งขันในระดับโลกได้

“ถ้าเรามองอุตสาหกรรมสื่อและบันเทิงเป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ บทบาทของรัฐต้องไม่ใช่แค่ควบคุม แต่ต้องช่วยต่อยอด สนับสนุน และพัฒนา”

เขาเชื่อว่า การผลักดันอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยให้เติบโต ไม่ได้เป็นประโยชน์เฉพาะผู้ประกอบการ แต่ยังช่วยสร้างภาพลักษณ์ประเทศ กระตุ้นเศรษฐกิจ และเผยแพร่อัตลักษณ์ไทยไปสู่เวทีโลก

 

อนาคตของทีวีไทยไม่ได้อยู่ที่จำนวนช่อง แต่อยู่ที่คุณภาพของคอนเทนต์

เมื่อพูดถึงอนาคตหลังปี 2572 วิบูลย์มองว่า จำนวนช่องโทรทัศน์อาจไม่ใช่ประเด็นสำคัญอีกต่อไป เพราะในโลกยุคดิจิทัล ผู้ชมสามารถเข้าถึงสถานีและแพลตฟอร์มจำนวนมากจากทั่วโลกได้อยู่แล้ว

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า "จะมีช่องกี่ช่อง" แต่คือ "จะมีคอนเทนต์อะไรที่ทำให้คนดูเลือกดู"

“วันนี้เราไม่ได้แข่งขันกันเองอีกต่อไป เรากำลังแข่งขันกับทั้งโลก”

เขามองว่า ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เทคโนโลยี AI จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ผู้ชมจะมี My Time มากขึ้น และอัลกอริทึมจะเป็นตัวกลางสำคัญในการเชื่อมคอนเทนต์กับผู้ชม

แต่ไม่ว่าเทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร หัวใจของอุตสาหกรรมยังคงอยู่ที่การสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณค่า และสามารถสร้างความผูกพันกับผู้ชมได้

 

ทางรอดของอุตสาหกรรม อยู่ที่ “ความร่วมมือ”

เมื่อถูกถามว่า อุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทยกำลังอยู่บน “ทางรอด” หรือ “ทางตัน” วิบูลย์ตอบอย่างชัดเจนว่า ทุกปัญหามีทางออก

เขาเชื่อว่า อุตสาหกรรมไทยยังมีศักยภาพ มีบุคลากร มีความคิดสร้างสรรค์ และมีอัตลักษณ์ที่แข็งแรงพอจะเติบโตต่อไปได้ แต่เงื่อนไขสำคัญคือ ทุกฝ่ายต้องหันมาร่วมมือกัน

“วันนี้เราเลยจุดที่จะแข่งขันกันเองไปแล้ว”

ในมุมมองของเขา ทางรอดของอุตสาหกรรมไม่ได้อยู่ที่ผู้ประกอบการเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐ ผู้ผลิตคอนเทนต์ เอเยนซี ผู้สนับสนุนโฆษณา และผู้ชม

เพราะสุดท้ายแล้ว เป้าหมายสำคัญที่สุดไม่ใช่เพียงการรักษาธุรกิจให้ดำรงอยู่ แต่คือการรักษาอัตลักษณ์ ภาษา วัฒนธรรม และพลังสร้างสรรค์ของไทยให้สามารถเดินทางไปสู่เวทีโลกได้อย่างภาคภูมิ

และนั่นอาจเป็นความหมายที่แท้จริงของคำว่า “ทางรอด” ของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทยในยุค Media Platform.




 

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้