Last updated: 5 ต.ค. 2569 | 6 จำนวนผู้เข้าชม |
ความมั่นคงของประเทศ เริ่มต้นจากความมั่นคงของข้อมูลข่าวสาร
"ในวันที่ข้อมูลเดินทางเร็วกว่าเดิม สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ความเร็ว แต่คือความถูกต้อง"
มุมมองจาก พลเอก ยุทธกร สุภาสูรย์
รองผู้อำนวยการใหญ่ สายงานบริหาร สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก
เมื่อโลกสื่อก้าวเข้าสู่ยุคที่ข้อมูลข่าวสารสามารถเผยแพร่ได้ภายในเสี้ยววินาที คำถามสำคัญขององค์กรสื่ออาจไม่ใช่ "จะนำเสนอข่าวให้เร็วที่สุดได้อย่างไร" หากแต่เป็น "จะทำอย่างไรให้ข้อมูลที่ส่งถึงประชาชนเป็นข้อเท็จจริงที่เชื่อถือได้" สำหรับ พลเอก ยุทธกร สุภาสูรย์ รองผู้อำนวยการใหญ่ สายงานบริหาร สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก นี่คือปรัชญาการทำงานที่สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกยึดถือมาตลอด และยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นในยุคที่ข้อมูลจำนวนมหาศาลไหลเวียนอยู่บนโลกออนไลน์
ในฐานะ "สื่อสาธารณะด้านความมั่นคง" พลเอก ยุทธกร มองว่า ความรับผิดชอบของสถานีไม่ได้อยู่เพียงการรายงานเหตุการณ์ แต่คือการทำหน้าที่เป็นกลไกที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และผ่านการตรวจสอบอย่างรอบด้าน
"เราไม่เคยให้ความสำคัญกับการเป็นสื่อที่เร็วที่สุด แต่ให้ความสำคัญกับการเป็นสื่อที่ถูกต้องที่สุด"
เช่นกรณีการรายงานข่าวสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ซึ่งแม้จะเป็นประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก แต่ ททบ. เลือกนำเสนออย่างระมัดระวัง โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อความรู้สึกของประชาชน ความมั่นคงของประเทศ และความถูกต้องของข้อมูลมากกว่าการแข่งขันด้านความเร็ว
"ทุกครั้งก่อนนำเสนอ เราประเมินเสมอว่าข่าวนั้นจะส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างไร เพราะหน้าที่ของสื่อเพื่อความมั่นคง คือการลดความตื่นตระหนก ไม่ใช่การขยายความหวาดกลัว" พลเอก ยุทธกร ระบุ
การเปลี่ยนผ่านสู่ทีวีดิจิทัล คือบททดสอบครั้งใหญ่ของ ททบ.
เมื่อกล่าวถึงการเปลี่ยนผ่านจากระบบโทรทัศน์ระบบอนาล็อกสู่ทีวีดิจิทัล พลเอก ยุทธกร ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า นี่คือช่วงเวลาที่ท้าทายที่สุดครั้งหนึ่งของสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก
จากเดิมที่ ททบ. เคยเป็นศูนย์กลางของบุคลากรคุณภาพและผู้ผลิตรายการชั้นนำของวงการโทรทัศน์ไทย การเปิดประมูลทีวีดิจิทัลทำให้ผู้ผลิตรายการและบุคลากรจำนวนมากแยกตัวไปก่อตั้งหรือร่วมงานกับสถานีโทรทัศน์แห่งใหม่ ขณะที่ ททบ. เองต้องปรับบทบาทจากสถานีที่มีทั้งภารกิจสาธารณะและเชิงพาณิชย์ ไปสู่การเป็น "สื่อสาธารณะเพื่อความมั่นคง" อย่างเต็มรูปแบบ
"หากถามว่าการเปลี่ยนผ่านครั้งนั้นประสบความสำเร็จหรือไม่ ผมคงตอบว่ายังไม่ถึงจุดนั้น เพราะหลายปีที่ผ่านมา เราใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการประคององค์กรให้สามารถเดินหน้าต่อได้"
พลเอก ยุทธกร อธิบายว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สิ่งสำคัญที่สุดของ ททบ. คือการรักษาศักยภาพขององค์กร ท่ามกลางข้อจำกัดด้านรายได้ งบประมาณ และต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านโครงข่ายและการบำรุงรักษา ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของการให้บริการโทรทัศน์ภาคพื้นดิน
สถานีไม่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกองทัพ แต่ต้องบริหารจัดการรายได้ด้วยตนเอง ทั้งจากผู้สนับสนุนรายการ การให้เช่าพื้นที่และเวลาออกอากาศ ตลอดจนการบริหารโครงข่าย จึงจำเป็นต้องปรับลดค่าใช้จ่ายและโครงสร้างองค์กรอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาสมดุลระหว่างภารกิจสาธารณะกับความอยู่รอดขององค์กร
อย่างไรก็ตาม พลเอก ยุทธกร มองว่า การ "ประคองตัว" เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป ภายใต้ผู้บริหารชุดปัจจุบัน สถานีจึงเริ่มเดินหน้าปรับภาพลักษณ์และยุทธศาสตร์ด้านเนื้อหาอย่างจริงจัง เพื่อสร้างการรับรู้ใหม่ให้กับผู้ชม และทำให้ ททบ. กลับมาเป็นสื่อที่ประชาชนไว้วางใจและเข้าถึงมากขึ้น
พลเอก ยุทธกร เปิดเผยว่า ททบ. ได้เชิญบุคลากรและผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ในวงการโทรทัศน์กลับเข้ามาร่วมวางแผนและพัฒนารายการในฐานะทีมงานเบื้องหลัง พร้อมทยอยปรับผังรายการอย่างต่อเนื่องในทุกเดือน เพื่อให้เนื้อหาสอดคล้องกับความต้องการของผู้ชมยุคใหม่ โดยยังคงรักษาอัตลักษณ์ของการเป็นสื่อสาธารณะเพื่อความมั่นคง
ตัวอย่างของการปรับตัว ได้แก่ การพัฒนารายการข่าวและสารคดีที่นำเสนอข้อมูลเชิงลึก การเตรียมผลิตซีรีส์ที่สะท้อนสถานการณ์และประเด็นร่วมสมัยของสังคม รายการให้ความรู้ที่เชื่อมโยงกับการดำเนินชีวิตของประชาชน ตลอดจนรายการวาไรตี้และดนตรีที่ช่วยเพิ่มความหลากหลายของผังรายการ โดยทั้งหมดอยู่บนแนวคิด "นำคุณค่าสู่สังคมไทย" ซึ่งยังคงเป็นปรัชญาหลักของสถานี
ควบคู่กับการพัฒนาด้านเนื้อหา ททบ. ยังเตรียมความพร้อมสำหรับระบบนิเวศสื่อใหม่ ด้วยการขยายการเผยแพร่คอนเทนต์ไปยังแพลตฟอร์มออนไลน์ และเตรียมรองรับการพัฒนาแพลตฟอร์ม OTT หรือ National Streaming Platform หากมีความชัดเจนจากภาครัฐในอนาคต
อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงสำคัญ คือการปรับสถานะองค์กรให้มีความชัดเจนมากขึ้น โดยอยู่ระหว่างผลักดันให้สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกปรับโครงสร้างเป็น "หน่วยงานรูปแบบพิเศษ (Special Delivery Unit : SDU)" ภายใต้กระทรวงกลาโหม เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม และกำหนดบทบาทของ ททบ. ในฐานะสื่อสาธารณะด้านความมั่นคงให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น
พลเอก ยุทธกร เชื่อว่า การปรับโครงสร้างดังกล่าวจะช่วยให้องค์กรมีทิศทางการบริหารที่ชัดเจนกว่าเดิม สามารถปฏิบัติภารกิจเพื่อสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาสถานีในระยะยาว ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์สื่อที่ยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุดนิ่ง
MUX คือโครงสร้างพื้นฐานของความมั่นคงด้านการสื่อสาร
สำหรับ พลเอก ยุทธกร "โครงข่าย" ไม่ใช่เพียงระบบส่งสัญญาณโทรทัศน์ แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการสื่อสารของประเทศ
ปัจจุบันสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกเป็นผู้ให้บริการโครงข่าย 2 โครงข่าย ครอบคลุมสถานีส่งสัญญาณเกือบ 170 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงพื้นที่ชายแดนและพื้นที่ความมั่นคงที่หลายหน่วยงานไม่สามารถเข้าถึงได้
พลเอก ยุทธกร มองว่า ความแข็งแกร่งของโครงข่ายไม่ได้วัดจากจำนวนสถานีเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงบุคลากรที่ประจำอยู่ในทุกพื้นที่ ความพร้อมในการซ่อมบำรุง และศักยภาพในการรักษาการออกอากาศได้ตลอดเวลา
"เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน เราไม่ได้มีแค่เสาส่งสัญญาณ แต่มีคน มีทีมงาน และมีระบบสนับสนุนอยู่ในพื้นที่จริง"
อย่างไรก็ตาม การลงทุนด้านโครงข่ายต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล ขณะที่ โรดแมป หลังปี 2572 ยังไม่มีความชัดเจน ทำให้ผู้ให้บริการโครงข่ายทุกแห่งยังไม่สามารถวางแผนลงทุนระยะยาวได้อย่างมั่นใจ
แม้จะยอมรับว่าพฤติกรรมผู้ชมเปลี่ยนไปสู่แพลตฟอร์มออนไลน์อย่างต่อเนื่อง แต่ พลเอก ยุทธกร เห็นว่า ประเทศไทยยังไม่ควรละทิ้งการแพร่ภาพภาคพื้นดิน เหตุผลสำคัญ คือความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยี
พลเอก ยุทธกร อธิบายว่า ในหลายพื้นที่ของประเทศ โดยเฉพาะต่างจังหวัดและพื้นที่ห่างไกล ประชาชนยังไม่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้อย่างทั่วถึง ขณะที่การรับชมโทรทัศน์ผ่านเสาอากาศยังเป็นช่องทางที่เข้าถึงง่ายและไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
"ถ้าเราผลักทุกอย่างไปอยู่บนอินเทอร์เน็ต ภาระจะตกอยู่กับประชาชน โดยเฉพาะคนในพื้นที่ห่างไกล"
ในมุมมองของพลเอก ยุทธกร HbbTV และ DVB-I เป็นเทคโนโลยีที่ควรได้รับการพัฒนา เพราะจะช่วยเชื่อมโลกของ Broadcast และ Broadband เข้าด้วยกัน แต่ทั้งหมดต้องเกิดขึ้นโดยไม่สร้างภาระใหม่ให้กับผู้ชม
สำหรับแนวคิด National Streaming Platform พลเอก ยุทธกร มองว่า ประเทศไทยควรมีแพลตฟอร์มกลางของตัวเอง เพื่อเป็นพื้นที่เผยแพร่คอนเทนต์ของสถานีโทรทัศน์ไทยทั้งหมด
แต่สิ่งสำคัญกว่าการสร้างแพลตฟอร์ม คือการกำหนดเจ้าภาพและโรดแมป ที่ชัดเจน
"ถ้าจะทำ ต้องทำทั้งระบบ และทุกช่องต้องได้รับประโยชน์ร่วมกัน"
พลเอก ยุทธกร เห็นว่า หากประเทศไทยยังไม่มีแพลตฟอร์มกลาง ผู้ผลิตคอนเทนต์จะยิ่งพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างประเทศมากขึ้น ขณะที่ข้อมูลข่าวสารบนโลกออนไลน์ก็จะยิ่งยากต่อการตรวจสอบความถูกต้อง
หนึ่งในภารกิจที่ ททบ.5 ให้ความสำคัญมากที่สุด คือการพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยพิบัติฉุกเฉิน Emergency Warning System (EWS) พลเอก ยุทธกร เปิดเผยว่า ททบ. ได้ทดลองระบบแจ้งเตือนภัยร่วมกับสำนักงาน กสทช. หน่วยงานด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแล้ว ผ่านหน้าจอทีวีดิจิทัล ซึ่งสัญญาณแจ้งเตือนจะถูกส่งขึ้นบนหน้าจอโทรทัศน์โดยอัตโนมัติเมื่อเกิดเหตุการณ์วิกฤต เพื่อให้เข้าถึงประชาชนได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที พร้อมเตรียมขยายผลสู่การแจ้งเตือนประชาชนทั่วประเทศ
สำหรับพลเอก ยุทธกร นี่คืออีกบทบาทหนึ่งของสื่อสาธารณะในศตวรรษที่ 21 ไม่ใช่เพียงการรายงานข่าวหลังเกิดเหตุ แต่ต้องเป็นกลไกที่ช่วยปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤต
"ความมั่นคงในวันนี้ ไม่ได้หมายถึงเรื่องทางทหารเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงภัยพิบัติ ความมั่นคงด้านอาหาร เศรษฐกิจ พลังงาน และความปลอดภัยของประชาชน" พลเอก ยุทธกร ระบุ
โรดแมป หลังปี 2572 ต้องเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้
เมื่อกล่าวถึงอนาคตของอุตสาหกรรม พลเอก ยุทธกร ย้ำว่า สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการมากที่สุด คือ "ความชัดเจน"
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโครงข่าย การจัดสรรคลื่น การกำหนดรูปแบบแพลตฟอร์มแห่งชาติ หรือทิศทางของโทรทัศน์สาธารณะ ที่สำคัญ กสทช. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลต้องเร่งรัดดำเนินการอย่างรวดเร็ว แต่การเร่งรัดไม่ใช่เร่งรีบ ทุกอย่างต้องดำเนินการโดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนเป็นหลัก
"หากติดกระดุมเม็ดแรกผิด ทุกอย่างจะผิดตามไปทั้งหมด" พลเอก ยุทธกร เห็นว่า หน่วยงานกำกับดูแลควรเร่งกำหนดโรดแมปอย่างรอบคอบ พร้อมใช้กองทุนที่มีอยู่เพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน มากกว่าการผลักภาระทั้งหมดไปยังผู้ประกอบการ
ในช่วงท้ายของบทสนทนา พลเอก ยุทธกร กล่าวย้ำว่า ททบ. ไม่ได้ตั้งเป้าหมายเป็นองค์กรที่แสวงหากำไรสูงสุดภารกิจสำคัญคือการเป็นสื่อสาธารณะเพื่อความมั่นคง ที่สร้างคุณค่าให้กับสังคม และทำหน้าที่เป็นแหล่งข้อมูลที่ประชาชนเชื่อถือได้ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ข้อมูลข่าวสารเต็มไปด้วยความสับสนจากโซเชียลมีเดียและปัญญาประดิษฐ์
พลเอก ยุทธกร เชื่อว่า แม้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว แต่คุณค่าของ "ความน่าเชื่อถือ" จะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น และตราบใดที่สังคมยังต้องการข้อมูลที่ถูกต้อง มีการตรวจสอบ และคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ บทบาทของสื่อสาธารณะเพื่อความมั่นคงก็จะยังคงมีความจำเป็นต่อประเทศไทยต่อไป








27 ก.ย. 2569