ทีวีไทยหลังปี 2572 "อยู่รอดได้ หากแข่งขันภายใต้กติกาที่เท่าเทียม" : รศ.ดร.พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล

Last updated: 24 ต.ค. 2569  |  195 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ทีวีไทยหลังปี 2572 "อยู่รอดได้ หากแข่งขันภายใต้กติกาที่เท่าเทียม" : รศ.ดร.พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล

ทีวีไทยหลังปี 2572 "อยู่รอดได้ หากแข่งขันภายใต้กติกาที่เท่าเทียม"

มุมมองจาก รศ.ดร.พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

หากมองย้อนกลับไปในช่วงเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบโทรทัศน์ดิจิทัลเมื่อกว่าทศวรรษที่ผ่านมา หลายฝ่ายเคยมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของยุคทองครั้งใหม่ของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทย การเปิดประมูลใบอนุญาตทีวีดิจิทัลในเวลานั้นเต็มไปด้วยความคาดหวังว่าตลาดจะเติบโต มีการแข่งขันเพิ่มขึ้น และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับผู้ประกอบการรายใหม่จำนวนมากที่เข้ามาประมูลใบอนุญาต

แต่ในมุมมองของ รศ.ดร.พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อสารมวลชนและนโยบายสื่อจากสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลับเห็นว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในความเป็นจริงกลับสะท้อนให้เห็นถึงความคลาดเคลื่อนระหว่างการออกแบบนโยบายกับทิศทางการเปลี่ยนแปลงของโลกสื่อ

รศ.ดร.พิจิตรา มองว่า ในช่วงที่ประเทศไทยเปิดประมูลทีวีดิจิทัล โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบอยู่แล้ว พฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มเคลื่อนตัวจากการรับชมโทรทัศน์แบบเดิม (Linear TV) ไปสู่การรับชมคอนเทนต์ตามความต้องการ (On-demand) ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้นเรื่อย ๆ

อย่างไรก็ตาม ฉากทัศน์ที่ถูกวาดขึ้นในเวลานั้นกลับอยู่บนสมมติฐานว่าอุตสาหกรรมโทรทัศน์จะยังสามารถสร้างรายได้มหาศาลเหมือนในอดีต จนทำให้เกิดการแข่งขันประมูลใบอนุญาตอย่างรุนแรง และผลักดันให้ต้นทุนของผู้ประกอบการสูงขึ้นอย่างมาก

“ตอนนั้นมีการสร้างความคาดหวังว่าอุตสาหกรรมจะเติบโตและทำเงินได้มาก ผู้ประกอบการจำนวนมากจึงเข้าสู่การประมูล แต่สุดท้ายรายได้ที่เกิดขึ้นจริงกลับไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่ต้องแบกรับ” รศ.ดร.พิจิตรา กล่าว

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่การขยายตัวของอุตสาหกรรม หากแต่เป็นภาระต้นทุนจำนวนมหาศาลที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญ ทั้งค่าใบอนุญาต ค่าโครงข่าย และต้นทุนจากกฎระเบียบที่เข้มงวด ขณะที่พฤติกรรมผู้ชมกลับเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ภาพของการคืนใบอนุญาต การลดจำนวนช่อง และการปรับโครงสร้างองค์กรสื่อ จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความท้าทายที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมทีวีดิจิทัลไทย

 

เมื่อ “การดูตามเวลา” ไม่ใช่พฤติกรรมหลักของผู้ชมอีกต่อไป

รศ.ดร.พิจิตรา มองว่า คำถามสำคัญที่สุดของอุตสาหกรรมหลังปี 2572 ไม่ใช่เรื่องของใบอนุญาตเพียงอย่างเดียว แต่คือคำถามว่า “ยังมีคนดูทีวีแบบเดิมเหลืออยู่มากแค่ไหน”

ในปัจจุบัน ผู้ชมจำนวนมาก โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ เปลี่ยนพฤติกรรมจากการรอชมรายการตามผัง มาเป็นการเลือกดูเนื้อหาที่ตนเองต้องการในเวลาที่สะดวก ผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งและสื่อออนไลน์

แนวโน้มดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่เป็นปรากฏการณ์ระดับโลกที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างของอุตสาหกรรมสื่อทั้งหมด

“ผู้ชมไม่ได้ยึดติดกับช่องอีกต่อไป แต่เลือกเสพคอนเทนต์ที่สนใจในเวลาที่ต้องการ”

อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.พิจิตรายังชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยมีลักษณะเฉพาะบางประการที่ทำให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นรวดเร็วกว่าหลายประเทศ โดยเฉพาะการเปิดให้ผู้บริโภคเข้าถึงคอนเทนต์ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ได้อย่างกว้างขวาง ขณะที่ผู้ประกอบการเองก็นำเนื้อหาไปเผยแพร่บนแพลตฟอร์มภายนอกอย่างรวดเร็ว โดยไม่ได้คำนึงถึงเรื่องลิขสิทธิ์ หรือการหารายได้ ส่งผลให้ผู้ชมเกิดความเคยชินในการรับชมรายการผ่านช่องทางออนไลน์ที่สามารถรับชมได้เช่นเดียวกับฟรีทีวี

ในหลายประเทศ เช่น สิงคโปร์ หรือญี่ปุ่น ข่าวสารและคอนเทนต์บางประเภทจะยังถูกเก็บไว้บนแพลตฟอร์มหลักขององค์กรสื่อ เพื่อรักษาความสัมพันธ์กับผู้ชมและสร้างมูลค่าทางธุรกิจในระยะยาว

แต่ในประเทศไทย การย้ายคอนเทนต์ออกไปอยู่บนแพลตฟอร์มต่างประเทศเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนบางครั้งกลายเป็นการเร่งให้ผู้ชมละทิ้งหน้าจอโทรทัศน์เร็วกว่าที่ควรจะเป็น

 

ความเหลื่อมล้ำของกติกา ต้นทุนที่ทีวีต้องแบกรับ

อีกประเด็นสำคัญที่ รศ.ดร.พิจิตรา กล่าวถึง คือ “ความไม่เท่าเทียมของกติกา”

รศ.ดร.พิจิตรา มองว่า ปัญหาหลักของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทยไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่ผู้เล่นแต่ละประเภทอยู่ภายใต้เงื่อนไขการแข่งขันที่แตกต่างกันอย่างมาก

ขณะที่สถานีโทรทัศน์ต้องแบกรับค่าใบอนุญาต ค่าคลื่นความถี่ ค่าโครงข่าย และข้อกำกับดูแลด้านเนื้อหาอย่างละเอียด แพลตฟอร์มออนไลน์กลับแทบไม่มีต้นทุนในลักษณะเดียวกัน

“ทีวีมีทั้งต้นทุนทางการเงินและต้นทุนจากการกำกับดูแล แต่แพลตฟอร์มออนไลน์แทบไม่มีต้นทุนเหล่านี้เลย”

ความเหลื่อมล้ำดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย และทำให้เกิดการย้ายฐานการผลิตคอนเทนต์ไปยังพื้นที่ที่มีข้อจำกัดน้อยกว่า

ในมุมมองของเธอ หากประเทศไทยต้องการรักษาอุตสาหกรรมสื่อให้สามารถอยู่รอดได้ในระยะยาว จำเป็นต้องทบทวนกติกาที่ใช้อยู่ทั้งหมด โดยเฉพาะการกำกับดูแลที่ควรมุ่งเน้นเรื่องการแข่งขันในตลาดมากกว่าการควบคุมเนื้อหา “กำกับเนื้อหาให้เบา กำกับตลาดให้มากขึ้น เพื่อให้เกิดการแข่งขันอย่างเท่าเทียม” รศ.ดร.พิจิตรา กล่าว

 

Roadmap ใหม่ต้องเริ่มจาก “การลดต้นทุน”

เมื่อพูดถึงโรดแมปหลังปี 2572 รศ.ดร.พิจิตรา เห็นว่า สิ่งแรกที่หน่วยงานกำกับดูแลต้องพิจารณา คือการลดภาระต้นทุนของผู้ประกอบการ

จากงานศึกษาวิจัยที่เธอมีส่วนร่วม ได้เสนอว่า รูปแบบการให้ใบอนุญาตในอนาคตไม่ควรใช้แนวทางการประมูลราคาแบบเดิมอีกต่อไป เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่าการผลักภาระต้นทุนสูงตั้งแต่ต้นทาง ไม่ได้ช่วยให้อุตสาหกรรมเติบโตอย่างยั่งยืน

“บทบาทสำคัญอันดับแรกของผู้กำกับดูแลควรเป็นการทำให้อุตสาหกรรมอยู่รอด ไม่ใช่การหารายได้จากการประมูล” รศ.ดร.พิจิตรา กล่าว

และเสนอว่าควรพิจารณาใช้ระบบคัดเลือกตามคุณสมบัติ (Beauty Contest) หรือ Grant License สำหรับผู้ประกอบการเดิมที่มีประสบการณ์และลงทุนในอุตสาหกรรมมาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหม่อาจใช้เกณฑ์ที่แตกต่างออกไป

นอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องรักษาการเข้าถึงของประชาชนกลุ่มผู้สูงอายุ โดยเฉพาะกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ ซึ่งยังคงพึ่งพาการรับชมโทรทัศน์ภาคพื้นดินเป็นหลัก

“เราไม่สามารถทิ้งผู้ชมกลุ่มเบบี้บูมได้ เพราะพวกเขายังเป็นประชากรจำนวนมากของประเทศ” รศ.ดร.พิจิตรา ระบุ

 

Hybrid Model ทางออกในช่วงเปลี่ยนผ่าน

สำหรับอนาคตในระยะใกล้ รศ.ดร.พิจิตรา มองว่า โมเดล Hybrid ระหว่าง Digital TV และ OTT คือทางออกที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด

เหตุผลสำคัญคือ ประเทศไทยยังไม่พร้อมสำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบออนไลน์ทั้งหมด ขณะที่การสร้าง National Streaming Platform หรือแพลตฟอร์มกลางระดับชาติยังต้องใช้เวลาอีกหลายปีในการเจรจาเรื่องลิขสิทธิ์ รูปแบบธุรกิจ และความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการ

ดังนั้น ในช่วงเปลี่ยนผ่าน การรักษาระบบทีวีดิจิทัลควบคู่ไปกับการขยายช่องทางออนไลน์จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด

อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.พิจิตรา ย้ำว่า Hybrid Model จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้ประกอบการสามารถอยู่รอดทางเศรษฐกิจ และไม่ถูกแบกรับต้นทุนที่สูงเกินไป

หนึ่งในข้อเสนอที่ รศ.ดร.พิจิตรา ได้ผลักดันมาก่อนหน้านี้ คือการสร้าง National Streaming Platform หรือแพลตฟอร์มกลางของอุตสาหกรรมสื่อไทย

จากงานวิจัยที่เธอศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบของแพลตฟอร์มดิจิทัลต่ออุตสาหกรรมข่าว พบว่าผู้ประกอบการจำนวนมากกำลังเผชิญปัญหาความไม่แน่นอนจากอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มต่างชาติ ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการมองเห็นและรายได้ได้ตลอดเวลา

“หลายองค์กรคิดว่าการไปอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์คือคำตอบ แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นการพึ่งพาแพลตฟอร์มที่ควบคุมไม่ได้” รศ.ดร.พิจิตรา กล่าวและว่า หากประเทศไทยยังไม่มีแพลตฟอร์มของตนเอง อุตสาหกรรมสื่อจะยิ่งอ่อนแอลงในระยะยาว

แม้จะยอมรับว่า National Streaming Platform อาจไม่สามารถแข่งขันกับ Netflix หรือ YouTube ได้โดยตรง แต่ก็มีความจำเป็นในฐานะโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรม และเป็นพื้นที่ที่ผู้ผลิตคอนเทนต์ไทยสามารถสร้างมูลค่าจากทรัพย์สินทางปัญญาของตนเองได้

 

อนาคตของสื่อไทยในอีก 10 ปี

เมื่อมองไปข้างหน้า รศ.ดร.พิจิตรา เชื่อว่า โลกสื่อในอีก 10 ปีจะขับเคลื่อนด้วยระบบ On-demand อย่างเต็มรูปแบบ เทคโนโลยี AI จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการคัดเลือกและกระจายคอนเทนต์ ขณะที่การแข่งขันระหว่างแพลตฟอร์มจะยิ่งเข้มข้นขึ้น

แต่ไม่ว่าเทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปอย่างไร สิ่งที่ยังคงมีคุณค่าเสมอ คือ “เนื้อหาที่มีคุณภาพ” และ “ความเป็นมืออาชีพของผู้ผลิตสื่อ”

รศ.ดร.พิจิตรา มองว่า จุดแข็งที่สื่อไทยยังสามารถรักษาไว้ได้ คือการผลิตข่าว สารคดี และคอนเทนต์ที่มีมาตรฐาน ซึ่งเป็นสิ่งที่แตกต่างจากการผลิตเนื้อหาแบบฉาบฉวยในโลกออนไลน์

“เทคโนโลยีอาจเปลี่ยนได้ตลอดเวลา แต่ความน่าเชื่อถือและความเป็นมืออาชีพยังคงเป็นทุนสำคัญที่สุดของสื่อ”

และนั่นอาจเป็นโจทย์สำคัญที่สุดของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทยหลังปี 2572 ว่าจะสามารถเปลี่ยนผ่านจากยุคของการแข่งขันด้วยคลื่นความถี่ ไปสู่ยุคของการแข่งขันด้วยคุณภาพคอนเทนต์และความไว้วางใจของผู้ชมได้หรือไม่




Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้